จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น สมาชิก IEA เปิดคลังสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนระยะสั้น แต่เทียบเท่าความต้องการ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has China’s cut in crude-oil imports from 11–12 million to about five million barrels per day—using strategic stockpiles and a growing s. Article summary: China’s demand retrenchment has been a major price stabilizer: it removed a large buyer from the spot market just as Hormuz disruptions constrained supply, freeing cargoes for other importers and dampening the risk premi. Topic tags: general, general web, government, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
จีนกลายเป็น “กันชนฝั่งอุปสงค์” ที่สำคัญในช่วงการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อจีนดึงน้ำมันจากคลังมาใช้และลดการซื้อน้ำมันดิบลง ผู้ซื้อน้ำมันรายอื่นจึงไม่ต้องแข่งขันแย่งซื้อน้ำมันบรรทุกที่ยังหาได้หนักเท่าเดิม ผลคือแรงกดดันต่อราคาลดลง แม้ไม่ได้ลบล้างภาวะอุปทานสะดุดไปทั้งหมด ปัจจัยนี้ทำงานควบคู่กับการระบายคลังสำรองฉุกเฉินและการเพิ่มกำลังผลิตจากพื้นที่อื่น 17
18
23
อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่า จีนนำเข้าจาก 11–12 ล้านบาร์เรลต่อวันลงมาเหลือราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องตีความอย่างระมัดระวัง จีนมีค่าเฉลี่ยการนำเข้า 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนปริมาณขนส่งในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือประมาณ 40% ของระดับก่อนสงคราม จึงทำให้ตัวเลขของบางเดือนดูร่วงแรงกว่าค่าเฉลี่ยหลังเดือนเมษายนมาก 18
ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นกับปริมาณอุปทานที่หายไปอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อต้องรีบหาน้ำมันมาทดแทนมากเพียงใดด้วย การนำเข้าที่ลดลงของจีนจึงลดความต้องการทดแทนในตลาดโลก
ข้อมูลศุลกากรจีนที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) อ้างถึง ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 8.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 32% จากไตรมาสก่อนหน้า EIA สรุปว่าการนำเข้าที่ลดลงของจีนทำให้อุปสงค์โลกอ่อนลง และบรรเทาผลักดันราคาขาขึ้นจากการขนส่งผ่านฮอร์มุซที่สะดุด 17
ในทางปฏิบัติ จีนสามารถใช้สต็อกที่สะสมไว้ก่อนเกิดความขัดแย้งเพื่อรองรับความต้องการบางส่วน แทนที่จะเข้าไปประมูลซื้อในตลาดขนส่งทางทะเล Reuters รายงานว่า การเร่งสะสมสำรองในช่วงก่อนหน้า ทำให้ปักกิ่งรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และการลดการซื้อยังเปิดทางให้น้ำมันบรรทุกไปถึงผู้นำเข้ารายอื่น 18
ผลกระทบมีนัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ในช่วง 30 วันสิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคม การนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลสุทธิของจีนลดลง 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ราว 100–110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ช่องแคบยังปิดเป็นส่วนใหญ่ 19 ต่อมาในช่วงปลายฤดูร้อน ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับมาอยู่ใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเคยขึ้นไปแตะราว 145 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ตามข้อมูลของ CSIS
23
ประเทศสมาชิกของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เห็นชอบให้นำน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาด นับเป็นการระบายร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร 39
มาตรการนี้มีความสำคัญ 2 ด้าน
แต่คลังฉุกเฉินเป็นเพียงสะพานเชื่อมช่วงวิกฤต น้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลเทียบได้กับความต้องการทั่วโลกเพียงราว 4 วันตามอัตราการบริโภคปี 2026 ไม่ใช่สิ่งที่จะชดเชยการหยุดชะงักยาวนานของเส้นทางส่งออกหลักได้ 45
48 ต้นเดือนกันยายน มีรายงานว่ามีการปล่อยน้ำมันออกแล้วราวสามในสี่ของโครงการ ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 400 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่ต้นปี
33
34
ประเด็นสำคัญคือ IEA ระบุว่ายังมีสต็อกจำนวนมากเหลืออยู่ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ว่าโลกไม่มีน้ำมันสำรองอีกแล้ว แต่คือการระบายเพิ่มเติมแต่ละครั้งจะลด “กันชน” ที่พร้อมนำมาใช้ได้ทันที ทำให้ตลาดอ่อนไหวขึ้นต่อเหตุขัดข้องรอบใหม่ หรือความล่าช้าในการฟื้นฟูการส่งออก 33
42
ส่วนหนึ่งของการนำเข้าจีนที่หดตัวเป็นปัจจัยวัฏจักรอย่างชัดเจน ทั้งราคาที่สูง การขนส่งที่สะดุด การเดินเครื่องโรงกลั่นที่ลดลง และการใช้สต็อก ปัจจัยเหล่านี้อาจย้อนกลับได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ หากโรงกลั่นเพิ่มการผลิต ราคาลดลง หรือปักกิ่งตัดสินใจเติมคลังสำรองอีกครั้ง การนำเข้าอาจฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม หลักฐานบ่งชี้ว่าความต้องการเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งกำลังเปลี่ยนไปในระยะยาวเช่นกัน
แนวโน้มเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจะลดลงต่อเนื่องทุกปี เพราะยังขึ้นอยู่กับการส่งออกผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่น นโยบายกักเก็บ และการตัดสินใจซื้อเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้ภาพเดิมที่อุปสงค์เชื้อเพลิงขนส่งของจีนเพิ่มขึ้นไม่หยุด มีความแน่นอนน้อยลงมาก
กรอบราคา 55–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลควรมองเป็นผลลัพธ์แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ตัวเลขคาดการณ์ตายตัว
| ฉากทัศน์ | กรอบราคาเบรนต์โดยประมาณ | เงื่อนไขที่เอื้อให้เกิด |
|---|---|---|
| กลับสู่ภาวะปกติ | ราว 55 ดอลลาร์/บาร์เรล | การเดินเรือผ่านฮอร์มุซและกำลังส่งออกในภูมิภาคฟื้นได้อย่างยั่งยืน การระบายคลังฉุกเฉินสิ้นสุดลง สต็อกเชิงพาณิชย์ถูกสร้างกลับ และอุปสงค์เชื้อเพลิงขนส่งของจีนยังอ่อนแอ |
| สมดุลตึงตัว | ราว 85–110 ดอลลาร์/บาร์เรล | กระแสการขนส่งฟื้นเพียงบางส่วน กันชนสต็อกค่อย ๆ ลดลง และจีนยังคงนำเข้าอย่างระมัดระวัง ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดือนพฤษภาคมที่เบรนต์อยู่ราว 100–110 ดอลลาร์ แม้การหยุดชะงักรุนแรง |
| ขาดแคลนรอบใหม่ | ราว 120–150 ดอลลาร์/บาร์เรล | ข้อจำกัดการขนส่งยืดเยื้อพร้อมความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานส่งออก สต็อกลดลงต่อเนื่อง และจีนกลับเข้าตลาดสปอตเพื่อเติมคลัง นักวิเคราะห์ที่ ABC News อ้างถึงมองว่าการปิดกั้นการจราจรที่ยาวนานอาจดันราคาไป 95–120 ดอลลาร์ ขณะที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อาจทำให้ราคาพุ่งถึง 150 ดอลลาร์ |
โครงสร้างพื้นฐานส่งออกของซาอุดีอาระเบียมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางท่อที่เลี่ยงฮอร์มุซช่วยลดการพึ่งพาช่องแคบได้ รายงานในเดือนกันยายนระบุว่า ท่อส่งหลักสายหนึ่งของซาอุดีอาระเบียไปยังทะเลแดงถูกปิดหลังเกิดการโจมตี ทำให้ทางเลือกดังกล่าวจำกัดลง 20 ดังนั้น ปัจจัยสำคัญสำหรับกรณีราคาลดลงไม่ใช่แค่การประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือ แต่ต้องเป็นการฟื้นคืนศักยภาพการส่งออกจริงด้วย
การลดซื้อของจีนช่วยทำให้ตลาดนิ่งลง เพราะเกิดพร้อมกับสต็อกขนาดใหญ่และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมันน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แต่จีนไม่ใช่แหล่งอุปทานสำรองถาวรสำหรับโลก
หากการขนส่งกลับสู่ปกติและจีนเริ่มเติมคลัง การซื้ออาจกลับมาเร็วในจังหวะที่น้ำมันจากคลัง IEA ไม่ได้ช่วยเสริมตลาดอีกต่อไป ในทางกลับกัน หากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและอุปสงค์เชื้อเพลิงที่อ่อนลงยังจำกัดการซื้อของจีน ขณะที่เส้นทางส่งออกฟื้นตัว ตลาดจะมีพื้นที่มากขึ้นในการสร้างสต็อกกลับ
บทเรียนสำคัญคือ แรงกระแทกด้านราคาจากวิกฤตฮอร์มุซถูกจำกัดไว้ด้วยหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ อุปสงค์ที่ถูกกดลง คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และการปรับเพิ่มอุปทาน จีนเป็นส่วนสำคัญมากของกันชนนี้ แต่การตัดสินใจซื้อของจีนในอนาคตก็อาจเป็นตัวกำหนดว่ากันชนดังกล่าวจะอยู่ได้นานเพียงใด 17
18
33
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น
จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น สมาชิก IEA เปิดคลังสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนระยะสั้น แต่เทียบเท่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกราว 4 วันเท่านั้น
อุปสงค์น้ำมันจีนที่อ่อนลงไม่ได้เกิดจากวิกฤตเพียงอย่างเดียว: IEA ประเมินว่ารถยนต์ไฟฟ้าลดการใช้น้ำมันของจีนได้ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ขณะที่รถบรรทุก LNG รถไฟความเร็วสูง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจยิ่งกดการเติบโ...
จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น สมาชิก IEA เปิดคลังสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนระยะสั้น แต่เทียบเท่าความต้องการ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has China’s cut in crude-oil imports from 11–12 million to about five million barrels per day—using strategic stockpiles and a growing s. Article summary: China’s demand retrenchment has been a major price stabilizer: it removed a large buyer from the spot market just as Hormuz disruptions constrained supply, freeing cargoes for other importers and dampening the risk premi. Topic tags: general, general web, government, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
จีนกลายเป็น “กันชนฝั่งอุปสงค์” ที่สำคัญในช่วงการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อจีนดึงน้ำมันจากคลังมาใช้และลดการซื้อน้ำมันดิบลง ผู้ซื้อน้ำมันรายอื่นจึงไม่ต้องแข่งขันแย่งซื้อน้ำมันบรรทุกที่ยังหาได้หนักเท่าเดิม ผลคือแรงกดดันต่อราคาลดลง แม้ไม่ได้ลบล้างภาวะอุปทานสะดุดไปทั้งหมด ปัจจัยนี้ทำงานควบคู่กับการระบายคลังสำรองฉุกเฉินและการเพิ่มกำลังผลิตจากพื้นที่อื่น 17
18
23
อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่า จีนนำเข้าจาก 11–12 ล้านบาร์เรลต่อวันลงมาเหลือราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องตีความอย่างระมัดระวัง จีนมีค่าเฉลี่ยการนำเข้า 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนปริมาณขนส่งในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือประมาณ 40% ของระดับก่อนสงคราม จึงทำให้ตัวเลขของบางเดือนดูร่วงแรงกว่าค่าเฉลี่ยหลังเดือนเมษายนมาก 18
ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นกับปริมาณอุปทานที่หายไปอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ซื้อต้องรีบหาน้ำมันมาทดแทนมากเพียงใดด้วย การนำเข้าที่ลดลงของจีนจึงลดความต้องการทดแทนในตลาดโลก
ข้อมูลศุลกากรจีนที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) อ้างถึง ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 8.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 32% จากไตรมาสก่อนหน้า EIA สรุปว่าการนำเข้าที่ลดลงของจีนทำให้อุปสงค์โลกอ่อนลง และบรรเทาผลักดันราคาขาขึ้นจากการขนส่งผ่านฮอร์มุซที่สะดุด 17
ในทางปฏิบัติ จีนสามารถใช้สต็อกที่สะสมไว้ก่อนเกิดความขัดแย้งเพื่อรองรับความต้องการบางส่วน แทนที่จะเข้าไปประมูลซื้อในตลาดขนส่งทางทะเล Reuters รายงานว่า การเร่งสะสมสำรองในช่วงก่อนหน้า ทำให้ปักกิ่งรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และการลดการซื้อยังเปิดทางให้น้ำมันบรรทุกไปถึงผู้นำเข้ารายอื่น 18
ผลกระทบมีนัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ในช่วง 30 วันสิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคม การนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลสุทธิของจีนลดลง 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ราว 100–110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ช่องแคบยังปิดเป็นส่วนใหญ่ 19 ต่อมาในช่วงปลายฤดูร้อน ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับมาอยู่ใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเคยขึ้นไปแตะราว 145 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ตามข้อมูลของ CSIS
23
ประเทศสมาชิกของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เห็นชอบให้นำน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาด นับเป็นการระบายร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร 39
มาตรการนี้มีความสำคัญ 2 ด้าน
แต่คลังฉุกเฉินเป็นเพียงสะพานเชื่อมช่วงวิกฤต น้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลเทียบได้กับความต้องการทั่วโลกเพียงราว 4 วันตามอัตราการบริโภคปี 2026 ไม่ใช่สิ่งที่จะชดเชยการหยุดชะงักยาวนานของเส้นทางส่งออกหลักได้ 45
48 ต้นเดือนกันยายน มีรายงานว่ามีการปล่อยน้ำมันออกแล้วราวสามในสี่ของโครงการ ขณะที่สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงประมาณ 400 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่ต้นปี
33
34
ประเด็นสำคัญคือ IEA ระบุว่ายังมีสต็อกจำนวนมากเหลืออยู่ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ว่าโลกไม่มีน้ำมันสำรองอีกแล้ว แต่คือการระบายเพิ่มเติมแต่ละครั้งจะลด “กันชน” ที่พร้อมนำมาใช้ได้ทันที ทำให้ตลาดอ่อนไหวขึ้นต่อเหตุขัดข้องรอบใหม่ หรือความล่าช้าในการฟื้นฟูการส่งออก 33
42
ส่วนหนึ่งของการนำเข้าจีนที่หดตัวเป็นปัจจัยวัฏจักรอย่างชัดเจน ทั้งราคาที่สูง การขนส่งที่สะดุด การเดินเครื่องโรงกลั่นที่ลดลง และการใช้สต็อก ปัจจัยเหล่านี้อาจย้อนกลับได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ หากโรงกลั่นเพิ่มการผลิต ราคาลดลง หรือปักกิ่งตัดสินใจเติมคลังสำรองอีกครั้ง การนำเข้าอาจฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม หลักฐานบ่งชี้ว่าความต้องการเชื้อเพลิงเพื่อการขนส่งกำลังเปลี่ยนไปในระยะยาวเช่นกัน
แนวโน้มเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจะลดลงต่อเนื่องทุกปี เพราะยังขึ้นอยู่กับการส่งออกผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่น นโยบายกักเก็บ และการตัดสินใจซื้อเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้ภาพเดิมที่อุปสงค์เชื้อเพลิงขนส่งของจีนเพิ่มขึ้นไม่หยุด มีความแน่นอนน้อยลงมาก
กรอบราคา 55–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลควรมองเป็นผลลัพธ์แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ตัวเลขคาดการณ์ตายตัว
| ฉากทัศน์ | กรอบราคาเบรนต์โดยประมาณ | เงื่อนไขที่เอื้อให้เกิด |
|---|---|---|
| กลับสู่ภาวะปกติ | ราว 55 ดอลลาร์/บาร์เรล | การเดินเรือผ่านฮอร์มุซและกำลังส่งออกในภูมิภาคฟื้นได้อย่างยั่งยืน การระบายคลังฉุกเฉินสิ้นสุดลง สต็อกเชิงพาณิชย์ถูกสร้างกลับ และอุปสงค์เชื้อเพลิงขนส่งของจีนยังอ่อนแอ |
| สมดุลตึงตัว | ราว 85–110 ดอลลาร์/บาร์เรล | กระแสการขนส่งฟื้นเพียงบางส่วน กันชนสต็อกค่อย ๆ ลดลง และจีนยังคงนำเข้าอย่างระมัดระวัง ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดือนพฤษภาคมที่เบรนต์อยู่ราว 100–110 ดอลลาร์ แม้การหยุดชะงักรุนแรง |
| ขาดแคลนรอบใหม่ | ราว 120–150 ดอลลาร์/บาร์เรล | ข้อจำกัดการขนส่งยืดเยื้อพร้อมความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานส่งออก สต็อกลดลงต่อเนื่อง และจีนกลับเข้าตลาดสปอตเพื่อเติมคลัง นักวิเคราะห์ที่ ABC News อ้างถึงมองว่าการปิดกั้นการจราจรที่ยาวนานอาจดันราคาไป 95–120 ดอลลาร์ ขณะที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อาจทำให้ราคาพุ่งถึง 150 ดอลลาร์ |
โครงสร้างพื้นฐานส่งออกของซาอุดีอาระเบียมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางท่อที่เลี่ยงฮอร์มุซช่วยลดการพึ่งพาช่องแคบได้ รายงานในเดือนกันยายนระบุว่า ท่อส่งหลักสายหนึ่งของซาอุดีอาระเบียไปยังทะเลแดงถูกปิดหลังเกิดการโจมตี ทำให้ทางเลือกดังกล่าวจำกัดลง 20 ดังนั้น ปัจจัยสำคัญสำหรับกรณีราคาลดลงไม่ใช่แค่การประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือ แต่ต้องเป็นการฟื้นคืนศักยภาพการส่งออกจริงด้วย
การลดซื้อของจีนช่วยทำให้ตลาดนิ่งลง เพราะเกิดพร้อมกับสต็อกขนาดใหญ่และระบบขนส่งที่ใช้น้ำมันน้อยลงอย่างต่อเนื่อง แต่จีนไม่ใช่แหล่งอุปทานสำรองถาวรสำหรับโลก
หากการขนส่งกลับสู่ปกติและจีนเริ่มเติมคลัง การซื้ออาจกลับมาเร็วในจังหวะที่น้ำมันจากคลัง IEA ไม่ได้ช่วยเสริมตลาดอีกต่อไป ในทางกลับกัน หากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและอุปสงค์เชื้อเพลิงที่อ่อนลงยังจำกัดการซื้อของจีน ขณะที่เส้นทางส่งออกฟื้นตัว ตลาดจะมีพื้นที่มากขึ้นในการสร้างสต็อกกลับ
บทเรียนสำคัญคือ แรงกระแทกด้านราคาจากวิกฤตฮอร์มุซถูกจำกัดไว้ด้วยหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ อุปสงค์ที่ถูกกดลง คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และการปรับเพิ่มอุปทาน จีนเป็นส่วนสำคัญมากของกันชนนี้ แต่การตัดสินใจซื้อของจีนในอนาคตก็อาจเป็นตัวกำหนดว่ากันชนดังกล่าวจะอยู่ได้นานเพียงใด 17
18
33
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น
จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ลดเหลือเฉลี่ยราว 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้มีน้ำมันบรรทุกเหลือสำหรับผู้ซื้อรายอื่นมากขึ้น สมาชิก IEA เปิดคลังสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนระยะสั้น แต่เทียบเท่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกราว 4 วันเท่านั้น
อุปสงค์น้ำมันจีนที่อ่อนลงไม่ได้เกิดจากวิกฤตเพียงอย่างเดียว: IEA ประเมินว่ารถยนต์ไฟฟ้าลดการใช้น้ำมันของจีนได้ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ขณะที่รถบรรทุก LNG รถไฟความเร็วสูง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจยิ่งกดการเติบโ...