Aave V3 ถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของทองคำโทเคนไนซ์ที่ถูกฝากเป็นหลักประกันในตลาดกู้ยืม DeFi แต่ PAXG และ XAUT ที่ใช้งานจริงมีมูลค่าราว 63 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1.5% ของมูลค่าตลาดรวม 4,200 ล้านดอลลาร์ ความได้เปรียบของ Aave มาจากสภาพคล่องของ V3 เครือข่ายผู้กู้และผู้ฝากที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการรองรับโทเคนทองคำรายใหญ่ทั้ง...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has Aave strengthened its position in DeFi lending as Aave V3 came to control more than 50% of tokenized gold deposited across lending p. Article summary: Aave has strengthened its lead by combining deep, established V3 liquidity with early support for tokenized commodities and a fast-growing V4 architecture. The important qualifier is that several figures use different TV. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
Aave กำลังต่อยอดความแข็งแกร่งในตลาดกู้ยืม DeFi ด้วยการผสาน 3 ปัจจัยเข้าด้วยกัน ได้แก่ ขนาดของสภาพคล่อง ความหลากหลายของสินทรัพย์ค้ำประกัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
Aave V3 มีสภาพคล่องและฐานผู้กู้ที่พร้อมรองรับตลาดเฉพาะทางอย่างทองคำโทเคนไนซ์อยู่แล้ว ส่วน Aave V4 เพิ่มสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มตลาดใหม่โดยไม่จำเป็นต้องแยกสภาพคล่องออกเป็นพูลย่อยจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เกี่ยวข้องมาจากคนละช่วงเวลาและใช้วิธีคำนวณต่างกัน ทั้ง TVL สินทรัพย์ที่ฝาก เงินฝากรวม และเงินกู้คงค้างจึงไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบราวกับเป็นตัวเลขเดียวกัน
มีรายงานว่า Aave V3 ครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งของทองคำโทเคนไนซ์ที่ถูกฝากไว้ในโปรโตคอลกู้ยืม DeFi ทั้งหมด โดย PAX Gold (PAXG) ได้รับการรองรับเป็นหลักประกันบน Aave V3 บน Ethereum ตั้งแต่ช่วงเปิดตัว ขณะที่กระบวนการด้านธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่ม Tether Gold (XAUT) ได้เปิดทางให้ผู้ใช้เข้าถึงโทเคนทองคำรายใหญ่อีกรายหนึ่งด้วย
การรองรับทั้ง PAXG และ XAUT ทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกด้านผู้ออกโทเคนมากขึ้น และช่วยให้ Aave รับความต้องการจากผู้ถือสินทรัพย์ทั้งสองประเภทได้กว้างกว่าเดิม
ความได้เปรียบนี้มีความสำคัญเพราะตลาดหลักประกันมักได้ประโยชน์จากเครือข่ายสภาพคล่อง ผู้กู้ต้องการแพลตฟอร์มที่สามารถฝากและกู้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ฝากมักเลือกตลาดที่มีสภาพคล่องลึกและมีกรอบบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน Aave จึงสามารถนำทองคำโทเคนไนซ์เข้าสู่ตลาดกู้ยืมที่มีผู้ใช้อยู่แล้ว แทนที่จะต้องเริ่มสร้างสภาพคล่องจากศูนย์
PAXG และ XAUT ที่ถูกใช้เป็นหลักประกันบน Aave V3 และ Morpho มีมูลค่ารวมเพียงประมาณ 63 ล้านดอลลาร์ เทียบกับมูลค่าตลาดรวมของโทเคนทั้งสองราว 4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5% เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างด้านการใช้งานอย่างชัดเจน ทองคำโทเคนไนซ์สามารถถูกถือครองหรือซื้อขายได้โดยไม่จำเป็นต้องนำไปกู้เงิน ดังนั้นมูลค่าตลาดจึงไม่ได้บอกว่าทองคำเหล่านี้ถูกนำไปใช้สร้างเครดิตใน DeFi มากน้อยเพียงใด
ลองใช้สถานการณ์สมมติเป็นภาพประกอบ หากทองคำโทเคนไนซ์มูลค่า 5% ของตลาดรวม 4,200 ล้านดอลลาร์ถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน มูลค่าหลักประกันที่ถูกใช้งานจะอยู่ที่ประมาณ 210 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่การคาดการณ์ แต่แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มอัตราการใช้งานเพียงเล็กน้อยก็อาจขยายตลาดกู้ยืมได้อย่างมีนัยสำคัญ
Aave ยังผ่านบททดสอบด้านโครงสร้างพื้นฐานในสถานการณ์จริง เมื่อราคาทองคำปรับตัวลงแรง โปรโตคอลสามารถประมวลผลการชำระบัญชี XAUT เป็นกลุ่มได้โดยไม่มีรายงานว่าระบบหยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ลบความเสี่ยงจากผู้ออกโทเคน ออราเคิล สภาพคล่อง หรือกระบวนการชำระบัญชี แต่เป็นหลักฐานว่าทองคำโทเคนไนซ์สามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันใน DeFi ได้แม้ตลาดอยู่ภายใต้แรงกดดัน
Aave V4 เปิดใช้งานบน Ethereum mainnet เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2026 และเงินฝากเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนถัดมา รายงานระบุว่าเงินฝากของ V4 ทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม มากกว่า 350 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 3 สิงหาคม และเกิน 400 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม
ความสำคัญของตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ยอดเงินเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนว่าผู้ใช้และผู้ให้สภาพคล่องยอมรับเวอร์ชันใหม่ แม้ V3 ยังคงเป็นแกนหลักที่มีการใช้งานมายาวนาน การขยายตัวของ V4 จึงเป็นการเสริมบทบาทของ V3 มากกว่าจะเข้ามาแทนที่ทันที
การเปลี่ยนแปลงสำคัญของ V4 คือสถาปัตยกรรมแบบ Hub-and-Spoke โดย Liquidity Hub ทำหน้าที่เก็บสภาพคล่องไว้ส่วนกลาง ขณะที่ Spoke แต่ละตัวเชื่อมต่อกับสภาพคล่องดังกล่าวและสามารถกำหนดประเภทหลักประกัน พารามิเตอร์ความเสี่ยง และกฎการชำระบัญชีของตัวเองได้ เงินทุนที่ผู้กู้ดึงออกมาจะมาจาก Hub ที่ใช้ร่วมกัน
ในทางหลักการ โครงสร้างนี้ช่วยให้ Aave เปิดตลาดเฉพาะทางได้ง่ายขึ้นโดยยังคงรวมสภาพคล่องไว้ที่ส่วนกลาง สำหรับสินทรัพย์ในโลกจริงหรือ Real-World Assets แต่ละประเภทอาจมีกรอบควบคุมความเสี่ยงเฉพาะตัวได้ โดยไม่ต้องสร้างพูลแยกที่โดดเดี่ยวจากตลาดอื่นทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่างเงินฝากรวมของ V4 กับ TVL สุทธิเป็นประเด็นด้านการวัดผลเป็นหลัก เงินฝากรวมหมายถึงมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกนำเข้าสู่โปรโตคอล ขณะที่ TVL มักใช้สะท้อนมูลค่าสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในโปรโตคอลหลังหักหนี้สินหรือรายการปรับปรุงอื่น ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนิยามของผู้ให้บริการข้อมูลแต่ละราย
ดังนั้น โปรโตคอลอาจรายงานเงินฝากรวมหรือเงินฝากสะสมมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับแสดง TVL สุทธิที่ต่ำกว่าได้ ปัจจัยอย่างสินทรัพย์ที่ถูกกู้ยืมออกไป หลักประกันที่ถูกนำไปฝากซ้ำ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ และนิยามของแดชบอร์ด ล้วนส่งผลต่อการเปรียบเทียบ
จึงควรอ่านตัวเลขเป็นคนละตัวชี้วัด เงินฝากรวมสะท้อนปริมาณสินทรัพย์ที่ไหลเข้าสู่ฝั่งอุปทาน ส่วน TVL สุทธิมุ่งสะท้อนมูลค่าที่เหลืออยู่หลังการปรับรายการตามวิธีคำนวณที่เกี่ยวข้อง
ความแข็งแกร่งของ Aave ในตลาดกู้ยืมโดยรวมช่วยสนับสนุนความเป็นผู้นำด้านทองคำโทเคนไนซ์ รายงานทบทวนผลการดำเนินงานปี 2025 ของ Aave ระบุว่า ณ สิ้นปี โปรโตคอลมีส่วนแบ่ง 61.5% ของเงินกู้ DeFi ที่ยังใช้งานอยู่ 52.4% ของ TVL รวม และ 43.2% ของรายได้ในภาคกู้ยืม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข TVL ของ Aave V3 แตกต่างกันอย่างมากตามแหล่งข้อมูลและช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล ประมาณการหนึ่งจากช่วงกลางเดือนเมษายน 2026 ระบุไว้ที่ 19,400 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เครื่องมือติดตามรายอื่นรายงานตัวเลขสูงหรือต่ำกว่านั้นตามจำนวนเครือข่ายที่ครอบคลุมและวิธีคำนวณ
ความแตกต่างนี้เตือนว่าไม่ควรใช้ภาพ TVL จากวันใดวันหนึ่งเป็นอันดับถาวรของโปรโตคอล แต่ภาพรวมที่เห็นได้ชัดกว่าคือ V3 มีสภาพคล่องข้ามหลายเครือข่าย และ Aave ดึงดูดกิจกรรมการกู้เงินจริง ไม่ใช่เพียงเงินฝากที่วางนิ่งอยู่ในระบบ
เมื่อมีสภาพคล่องและความต้องการกู้ยืมอยู่พร้อมกัน Aave ก็สามารถเพิ่มสินทรัพย์ค้ำประกันประเภทใหม่ได้ง่ายกว่า และคู่แข่งรายเล็กก็ต้องใช้เวลาในการสร้างสภาพคล่องให้ทัดเทียม
ความเป็นผู้นำของ Aave ไม่ได้หมายความว่าทองคำโทเคนไนซ์หรือสินทรัพย์ในโลกจริงประเภทอื่นจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันอย่างแพร่หลายโดยอัตโนมัติ การเติบโตระยะต่อไปขึ้นอยู่กับว่าผู้ถือสินทรัพย์มีเหตุผลมากพอที่จะกู้เงินหรือไม่ แรงจูงใจทางผลตอบแทนดึงดูดผู้ใช้ได้แค่ไหน และโปรโตคอลสามารถบริหารความเสี่ยงจากผู้ออกโทเคน การไถ่ถอน ออราเคิลราคา สภาพคล่อง และสถานะทางกฎหมายได้ดีเพียงใด
ทองคำโทเคนไนซ์จึงเป็นทั้งหลักฐานความสำเร็จและสัญญาณเตือน Aave ครองมากกว่าครึ่งของหลักประกันในหมวดนี้ และระบบสามารถรองรับเหตุการณ์ชำระบัญชีภายใต้ภาวะตลาดผันผวนได้ แต่มีเพียง 1.5% ของมูลค่าตลาด PAXG และ XAUT รวมกันที่ถูกนำไปใช้เป็นหลักประกัน
ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Aave คือความสามารถในการเชื่อมสองข้อเท็จจริงนี้เข้าด้วยกัน V3 มอบสภาพคล่องและความต้องการกู้ยืมที่มีอยู่แล้ว ขณะที่ V4 เสนอกรอบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าเพื่อดึงสินทรัพย์ใหม่เข้าสู่ตลาดเครดิตบนบล็อกเชน
คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ว่า Aave สร้างตลาดชั้นนำขึ้นมาได้หรือไม่ แต่คือสินทรัพย์โทเคนไนซ์จะสร้างความต้องการกู้ยืมได้มากพอที่จะใช้ศักยภาพของตลาดที่ Aave เตรียมไว้แล้วหรือไม่
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Aave V3 ถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของทองคำโทเคนไนซ์ที่ถูกฝากเป็นหลักประกันในตลาดกู้ยืม DeFi แต่ PAXG และ XAUT ที่ใช้งานจริงมีมูลค่าราว 63 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1.5% ของมูลค่าตลาดรวม 4,200 ล้านดอลลาร์
Aave V3 ถือครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของทองคำโทเคนไนซ์ที่ถูกฝากเป็นหลักประกันในตลาดกู้ยืม DeFi แต่ PAXG และ XAUT ที่ใช้งานจริงมีมูลค่าราว 63 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1.5% ของมูลค่าตลาดรวม 4,200 ล้านดอลลาร์ ความได้เปรียบของ Aave มาจากสภาพคล่องของ V3 เครือข่ายผู้กู้และผู้ฝากที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการรองรับโทเคนทองคำรายใหญ่ทั้ง PAXG และ XAUT ขณะที่ V4 ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hub and Spoke เพื่อขยายตลาดหลักประกันใหม่โดยลดการแยกสภาพค...
เงินฝากรวมของ Aave V4 เพิ่มจากระดับหลายสิบล้านดอลลาร์หลังเปิดตัว ทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม และเกิน 400 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม เงินฝากรวมกับ TVL สุทธิเป็นตัวชี้วัดคนละประเภทกัน