ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายการชำระเงินทั่วโลกได้พัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เช่น
มาตรการเหล่านี้ช่วยลดช่องทางการโกงแบบดั้งเดิม ทำให้อาชญากรต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปยังสิ่งที่ Visa เรียกว่า “พื้นผิวที่ป้องกันน้อยกว่า” ซึ่งก็คือพฤติกรรมของมนุษย์และกระบวนการทางธุรกิจ
แทนที่จะเจาะระบบหรือขโมยข้อมูลโดยตรง นักต้มตุ๋นมักใช้วิธี เช่น
เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้ถูก “อนุมัติเองโดยผู้ใช้” ระบบตรวจจับการโกงแบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อหยุดธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตจึงตรวจจับได้ยาก
Visa จึงอธิบายว่าการโกงยุคใหม่กำลังกลายเป็น การโจมตีด้วยการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ (behavioral manipulation) มากกว่าการใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์
AI กำลังทำให้การโจมตีแบบ Social Engineering มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รายงานระบุว่าอาชญากรใช้ AI เพื่อสร้างข้อความหลอกลวงที่น่าเชื่อถือ สร้างเนื้อหาปลอม และทำให้การหลอกลวงสามารถดำเนินการในระดับใหญ่ได้
ตัวอย่างเทคนิคที่พบ ได้แก่
เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การหลอกลวงมีลักษณะคล้าย ธุรกิจดิจิทัลที่ดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยอาชญากรสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และสคริปต์เดิมซ้ำได้กับสแกมหลายประเภท
ข้อมูลจาก Visa แสดงให้เห็นว่าภูมิทัศน์ของการโกงกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ภาพรวมของตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้การโกงแบบเดิมบางประเภทจะลดลง แต่ อาชญากรรมไซเบอร์ที่มีแรงจูงใจทางการเงินกำลังเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การหลอกลวงผู้ใช้โดยตรง
Visa ระบุว่าการหยุดสแกมยุคใหม่เป็นเรื่องยาก เพราะการโจมตีมักเกิดขึ้นข้ามหลายแพลตฟอร์ม
ตัวอย่างเช่น การหลอกลวงอาจเริ่มจาก
ด้วยเหตุนี้ ไม่มีองค์กรใดเห็นภาพทั้งหมดของการโจมตีเพียงลำพัง
รายงานยังเตือนว่าจุดอ่อนมักเกิดขึ้นที่ “รอยต่อของระบบนิเวศ” (ecosystem seams) ซึ่งเป็นจุดที่องค์กรต่าง ๆ เชื่อมต่อกันแต่ไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเพียงพอ
Visa จึงเสนอให้เกิดการตอบสนองระดับระบบ โดยต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ได้แก่
เนื่องจากสแกมที่ใช้ AI สามารถดำเนินการได้ในระดับความเร็วของเครื่องจักร การป้องกันแบบแยกส่วนหรือใช้กระบวนการแบบแมนนวลเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
ข้อสรุปสำคัญของรายงานคือ มาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบชำระเงินกำลังได้ผล แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้อาชญากรต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์
แทนที่จะเจาะระบบโดยตรง พวกเขาหันมา หลอกให้ผู้ใช้เป็นคนอนุมัติธุรกรรมเอง
ดังนั้น กลยุทธ์การป้องกันการโกงในอนาคตจึงต้องเน้นมากขึ้นที่
ไม่ใช่เพียงแค่การป้องกันช่องโหว่ของเครือข่ายการชำระเงินเท่านั้น