ผู้โจมตีจึงหันไปใช้วิธีสแกนอินเทอร์เน็ตเพื่อหาช่องโหว่ในระบบที่เปิดสู่ภายนอก เช่น
แทนที่จะเริ่มจากการหลอกผู้ใช้หรือขโมยรหัสผ่าน ผู้โจมตีจำนวนมากสามารถ ค้นหาระบบที่ยังไม่ได้แพตช์และเจาะเข้าไปโดยตรง
รายงานชี้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นตัวเร่งสำคัญของการโจมตี
AI ช่วยให้ผู้โจมตี ค้นหาช่องโหว่และสร้าง exploit ได้เร็วขึ้นมาก ทำให้ช่วงเวลาที่ฝ่ายป้องกันมีในการแก้ไขปัญหาสั้นลงอย่างมาก บางกรณีระยะเวลาจากการค้นพบช่องโหว่ไปสู่การโจมตีจริง ลดจากระดับหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
AI ยังเพิ่มศักยภาพของผู้โจมตีผ่านการทำงานอัตโนมัติ เช่น
ผลคือผู้โจมตีสามารถทดสอบและเจาะระบบหลายพันระบบพร้อมกันได้ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้หากทำด้วยแรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียว
DBIR 2026 ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ AI ภายในองค์กรเอง
พนักงานจำนวนมากเริ่มใช้เครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากฝ่าย IT หรือที่เรียกว่า “Shadow AI” โดยรายงานระบุว่า 45% ของพนักงานใช้เครื่องมือ AI นอกระบบควบคุมขององค์กร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะถูกส่งออกไปยังแพลตฟอร์มภายนอก
ขณะเดียวกัน AI ยังช่วยเพิ่มพลังให้ บอตอัตโนมัติ (bot activity) ที่ใช้ในการโจมตี เช่น
การทำงานแบบอัตโนมัติทำให้ผู้โจมตีสามารถขยายการโจมตีในระดับมหาศาลและรวดเร็วกว่าเดิมมาก
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้การโจมตีผ่านช่องโหว่เพิ่มขึ้น คือ องค์กรจำนวนมากแก้ไขช่องโหว่ช้าเกินไป
การวิเคราะห์จาก DBIR ก่อนหน้าแสดงว่า
ข้อมูลวิเคราะห์จากรายงานปี 2026 ระบุว่าปัญหานี้อาจแย่ลงอีก โดยพบว่า
ความต่างของความเร็วระหว่างผู้โจมตีและผู้ป้องกันจึงชัดเจนมาก เพราะผู้โจมตีสามารถค้นหาและใช้ช่องโหว่ได้ ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ขณะที่องค์กรอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
ระบบไอทีสมัยใหม่พึ่งพา ผู้ให้บริการภายนอกและซัพพลายเชนดิจิทัล มากขึ้น ซึ่งทำให้พื้นผิวการโจมตีขยายตัว
รายงาน DBIR 2025 พบว่าการละเมิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ third‑party เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 30% ของเหตุการณ์ทั้งหมด
ในรายงานปี 2026 การวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการเกี่ยวข้องของ third‑party อาจสูงถึง ประมาณ 48% ของเหตุการณ์ breach
ผู้โจมตีจึงสามารถเจาะองค์กรผ่านช่องทางอื่น เช่น
กล่าวอีกอย่างคือ แม้องค์กรจะป้องกันระบบภายในดี แต่ จุดอ่อนในซัพพลายเชน ก็ยังอาจกลายเป็นทางเข้าของผู้โจมตีได้
การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่รูปแบบกำลังเปลี่ยนไป
DBIR 2026 พบว่า social engineering ผ่านช่องทางมือถือมีอัตราความสำเร็จสูงกว่า phishing ทางอีเมลถึง 40%
เหตุผลสำคัญ ได้แก่
ผู้โจมตียังผสมเทคนิคใหม่ เช่น ข้อความที่สร้างด้วย AI การโคลนเสียง และ QR‑code scam เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของการหลอกลวง
ภาพรวมจาก DBIR 2026 ชี้ว่าความเสี่ยงไซเบอร์กำลังเปลี่ยนจากการโจมตีที่เน้นข้อมูลล็อกอิน ไปสู่การโจมตีที่เน้น ระบบที่เปิดช่องโหว่และระบบที่เชื่อมต่อกันจำนวนมาก
องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับ
เมื่อ AI ทำให้การค้นหาช่องโหว่และการโจมตีเกิดขึ้นเร็วขึ้น ความท้าทายสำคัญของทีมความปลอดภัยคือ ลดช่องว่างระหว่างความเร็วของผู้โจมตีกับความเร็วในการตอบสนองขององค์กร
Comments
0 comments