ผลสำรวจชี้ว่า ผู้คนมองหาความช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง มากกว่าการติดตั้งเทคโนโลยีเพียงเพราะเป็นของใหม่ ความต้องการอันดับหนึ่งคือการประหยัดค่าสาธารณูปโภคที่ 46% ตามด้วยการประหยัดเวลา 33% ความอุ่นใจ 29% การปกป้องบ้าน 27% และการดูแลคนที่รัก 19%
ผู้ตอบที่ยังไม่มีระบบบ้านที่เชื่อมต่อกันยังรายงานว่ากังวลเรื่องค่าสาธารณูปโภคและการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้มากกว่าผู้ที่มี Smart Home อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้สะท้อนความสัมพันธ์และความคิดเห็นของผู้ตอบ ไม่ใช่หลักฐานว่าระบบบ้านอัจฉริยะเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ความเครียดหรือค่าใช้จ่ายลดลง
ระบบบ้านที่เชื่อมต่อกันสามารถรวมอุปกรณ์ที่รองรับไว้ในแอปหรือศูนย์ควบคุมเดียว และเชื่อมการทำงานผ่านกิจวัตรอัตโนมัติ ประโยชน์สำคัญจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ แต่คือการลดจำนวนครั้งที่ผู้ดูแลบ้านต้องคอยตรวจและตัดสินใจด้วยตัวเอง
ผู้ใช้สามารถกำหนดกิจวัตรให้ระบบดำเนินการบางอย่างตามเวลาที่ตั้งไว้ เช่น ปิดอุปกรณ์ในช่วงเวลาที่กำหนด วิธีนี้ช่วยลดงานเล็ก ๆ ที่ต้องจำด้วยตัวเอง Samsung อธิบายว่า SmartThings ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดเวลา ลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน และทำให้ผู้ใช้มองเห็นสถานะภายในบ้านได้มากขึ้น
การควบคุมจากระยะไกลและกิจวัตรอัตโนมัติอาจช่วยเตรียมบ้านก่อนสมาชิกเดินทางกลับถึงบ้าน เช่น เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นหรือเครื่องปรับอากาศที่รองรับ การทำงานบางอย่างจึงเปลี่ยนจากภารกิจเร่งรีบเมื่อถึงบ้าน มาเป็นสิ่งที่ตั้งเวลาไว้ล่วงหน้าหรือสั่งงานผ่านแอปได้ ทั้งนี้ ความสามารถจริงขึ้นอยู่กับรุ่นของอุปกรณ์ การติดตั้ง และการให้บริการในพื้นที่
ฟีเจอร์ AI Energy Mode และ Energy Management ของ SmartThings ออกแบบมาเพื่อแสดงการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ และช่วยระบุโอกาสในการประหยัดพลังงาน Samsung ระบุว่าเครื่องซักผ้า Bespoke AI บางรุ่นอาจลดการใช้พลังงานได้สูงสุด 70% และเครื่องปรับอากาศบางรุ่นสูงสุด 28% แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับรุ่นอุปกรณ์ การตั้งค่า และรูปแบบการใช้งานของแต่ละครัวเรือน
สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะและสั่งงานจากระยะไกลได้ เช่น เช็กว่าเครื่องปรับอากาศยังทำงานอยู่หรือไม่ ความสามารถนี้ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงทุกอย่างภายในบ้าน แต่ช่วยแทนที่ความกังวลว่า “เมื่อกี้ลืมปิดหรือเปล่า” ด้วยการตรวจสอบอย่างรวดเร็วในแอป
ระบบบ้านที่เชื่อมต่อกันในจุดเดียวช่วยให้สมาชิกมองเห็นอุปกรณ์และกิจวัตรต่าง ๆ ภายในบ้านได้มากขึ้น ซึ่งอาจสร้างความอุ่นใจเมื่อมีญาติอยู่ที่บ้าน Samsung ยังระบุถึงการอัปเดต SmartThings ที่เพิ่มฟังก์ชันด้านความปลอดภัยภายในบ้านและการดูแลสมาชิกครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้ควรทำหน้าที่เสริม ไม่ใช่ทดแทนการดูแลโดยตรง การตกลงหน้าที่ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ที่สุดเมื่อช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยไม่เพิ่มการแจ้งเตือนอีกสายหนึ่งให้ผู้ดูแลต้องคอยเฝ้าดูตลอดเวลา
ประสบการณ์ของผู้ตอบแบบสำรวจสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อาจช่วยลดงานประสานงานที่ต้องทำซ้ำได้
Cindy Ching วัย 55 ปี ช่วยดูแลครัวเรือนสามรุ่นที่มีสมาชิก 11 คน ควบคู่กับการทำงานเต็มเวลา เธอใช้การสั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมไฟและพัดลม ตั้งนาฬิกาปลุก และเปิดเพลง นอกจากนี้ยังสนใจเครื่องปรับอากาศที่เชื่อมต่อระบบได้ เพื่อทำให้บ้านเย็นก่อนครอบครัวเดินทางกลับถึงบ้าน
Clare Lee วัย 34 ปี ต้องดูแลลูกวัย 3 ขวบไปพร้อมกับทำงานบ้านและจัดการกิจวัตรประจำวัน เธอตรวจสอบจากระยะไกลได้ว่าเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้หรือไม่ และเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นก่อนครอบครัวกลับถึงบ้าน โดยระบุว่าช่วยประหยัดเวลาและลดความกังวล
ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของบ้านอัจฉริยะมักอยู่ในช่วงเวลาธรรมดา ๆ การปิดอุปกรณ์จากระยะไกล การเตรียมบ้านก่อนกลับถึง หรือการลดจำนวนสิ่งที่ต้องคอยจำ อาจดูเป็นเรื่องเล็กเมื่อแยกพิจารณาทีละอย่าง แต่เมื่อรวมกันก็ช่วยแบ่งเบาภาระของคนที่ต้องรับผิดชอบบ้านได้
สาระสำคัญจากผลสำรวจคือ ควรประเมินเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจากจำนวนการตัดสินใจที่ช่วยลดลง ไม่ใช่จำนวนอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น สำหรับเจ้าของบ้านในสิงคโปร์ โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่ดูแลครอบครัวหลายรุ่น ฟีเจอร์ที่มีประโยชน์อาจเป็นสิ่งเรียบง่าย เช่น การตั้งกิจวัตรอัตโนมัติ การตรวจสอบจากระยะไกล การมองเห็นการใช้พลังงาน และการเลือกการแจ้งเตือนอย่างพอดี
เนื่องจากงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นตามโครงการที่ Samsung Electronics Singapore และ SPH Media เป็นผู้ว่าจ้าง ผลลัพธ์จึงสะท้อนประสบการณ์และความต้องการที่ผู้ตอบรายงาน ไม่ใช่การทดสอบโดยอิสระว่าสมาร์ทโฮมช่วยลดความเครียดหรือค่าใช้จ่ายได้โดยตรง ถึงกระนั้น ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นความต้องการที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกันควรช่วยให้ครัวเรือนต้องจำให้น้อยลง ตรวจสอบให้น้อยลง และประสานงานกันได้ง่ายขึ้น