พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และการขนส่ง ดังนั้นการหยุดชะงักของพลังงานจึงสามารถดัน ราคาอาหารและต้นทุนการผลิต ให้สูงขึ้นทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
แม้เพียงข่าวความเสี่ยงก็ส่งผลต่อตลาดทันที ในช่วงต้นของวิกฤต ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นประมาณ 10–13% จากแรงกังวลเรื่องอุปทาน
ETC มองว่าวิกฤตครั้งนี้สะท้อน จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก นั่นคือการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางจำกัดและมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอว่า หากประเทศต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกอาจลดลงในระดับ เทียบเท่าปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในราวปี 2035
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนการเปลี่ยนแปลงหลักสามด้านที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว
• การใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม แทนการใช้น้ำมัน
• การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อลดความต้องการพลังงานรวม
• การขยายพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำภายในประเทศ
หากแนวโน้มเหล่านี้เร่งตัวขึ้น ความต้องการพลังงานที่ต้องพึ่งพาการค้าฟอสซิลระหว่างประเทศอาจลดลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแบบจำลองของ ETC เช่น สมมติฐานเกี่ยวกับอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือการขยายพลังงานหมุนเวียน ดังนั้นจึงยังไม่สามารถตรวจสอบตัวเลขการคาดการณ์ได้อย่างอิสระจากข้อมูลที่มี
ข้อถกเถียงสำคัญที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตฮอร์มุซคือ โครงสร้างของระบบพลังงานหมุนเวียนต่างจากฟอสซิลโดยพื้นฐาน
เชื้อเพลิงฟอสซิลต้องผ่านกระบวนการสกัด ขนส่งทางเรือหรือท่อ และซื้อขายในตลาดโลก ซึ่งทำให้เกิดจุดเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ
ในทางตรงกันข้าม เมื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างกังหันลม โรงไฟฟ้าโซลาร์ และระบบสายส่งแล้ว แหล่งพลังงานเหล่านี้มักผลิตได้ ภายในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการขนส่งเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจึงมองว่าระบบพลังงานสะอาดมีแนวโน้ม ทนต่อแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า เพราะไม่ได้พึ่งเชื้อเพลิงที่ต้องผ่านเส้นทางคอขวดของโลก
คณะกรรมาธิการยุโรปก็มีมุมมองคล้ายกัน โดยระบุว่าพลังงานหมุนเวียนช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลราคาแพงจากต่างประเทศ
วิกฤตปี 2026 แสดงให้เห็นว่าการหยุดชะงักของพลังงานสามารถกระทบเศรษฐกิจโลกได้รวดเร็วเพียงใด
นอกจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นแล้ว ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อหลายภาคส่วนพร้อมกัน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิตปุ๋ย ไปจนถึงราคาอาหาร
ประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า เพราะมีคลังสำรองจำกัดและมีทางเลือกด้านซัพพลายน้อย
นักวิเคราะห์จึงมองว่าความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดซ้ำ ๆ อาจยิ่งเร่งให้ประเทศต่าง ๆ ลงทุนใน ประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้า และพลังงานสะอาดภายในประเทศ มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า บางครั้งรัฐบาลตอบสนองต่อวิกฤตด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลใหม่ เช่น ท่อก๊าซหรือโรงกลั่น ซึ่งอาจทำให้ประเทศติดอยู่กับระบบพลังงานเดิมไปอีกหลายทศวรรษ
ข้อเสนอหลักที่องค์กรนโยบายด้านพลังงานเสนอ ได้แก่
• เร่งติดตั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำ
• ผลักดันการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่ง ความร้อน และอุตสาหกรรม
• เพิ่มมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดความต้องการใช้พลังงาน
• รักษาเสถียรภาพตลาดระยะสั้น พร้อมลดการพึ่งพาฟอสซิลในระยะยาว
แนวทางเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบพลังงานพึ่งพาการค้าพลังงานระหว่างประเทศน้อยลง และลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
เหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซทำให้โลกตระหนักว่าระบบพลังงานยังคงกระจุกตัวอย่างมาก หากเส้นทางขนส่งเพียงเส้นทางเดียวซึ่งรองรับน้ำมันราว 20% ของโลก หยุดชะงัก ผลกระทบก็สามารถลุกลามไปทั่วเศรษฐกิจโลกทันที
Energy Transitions Commission จึงมองว่าทางออกระยะยาวไม่ใช่เพียงการปกป้องเส้นทางเดินเรือหรือเพิ่มการผลิตฟอสซิล แต่คือ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ต้องเดินทางผ่านคอขวดเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทาง
แม้ยังไม่แน่ชัดว่าพลังงานสะอาดจะลดความต้องการน้ำมันได้เทียบเท่าการไหลผ่านฮอร์มุซทั้งหมดภายในปี 2035 หรือไม่ แต่เหตุการณ์ล่าสุดได้ทำให้เหตุผลด้านความมั่นคงพลังงานของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดมีน้ำหนักมากขึ้นอย่างชัดเจน
Comments
0 comments