Google ยังพยายามทำให้การทำงานของ AI ซึ่งโดยปกติซ่อนอยู่หลังหน้าจอ กลายเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้จากฮาร์ดแวร์โดยตรง ด้วยฟีเจอร์ HiLight ซึ่งเป็นชุดไฟ LED รอบแฟลชกล้องหลังบนรุ่น Pro ไฟสามารถแสดงสัญญาณสำหรับสายเรียกเข้าบางประเภท และใช้รูปแบบการเรืองแสงต่างกันเมื่อ Gemini กำลังฟัง ประมวลผล หรือตอบกลับ
แนวคิดนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องหงายหน้าจอขึ้นมาเช็กทุกครั้งว่าโทรศัพท์กำลังทำอะไรอยู่ หากวางเครื่องคว่ำหน้าไว้ ก็ยังเห็นสัญญาณจากด้านหลังได้ในบางสถานการณ์ และในเชิงกลยุทธ์ HiLight ทำให้ Gemini ดูไม่ใช่เพียงแอปที่ต้องเปิดขึ้นมาใช้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมประจำของโทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเรื่องรุ่นที่รองรับยังแตกต่างกันตามแหล่งข่าว โดยข้อมูลเปิดตัวของ Google ระบุ Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro XL ขณะที่รายงานอื่นระบุรวม Pixel 11 Pro Fold ด้วย
ประเด็นที่ตรงกันคือ Google กำลังใช้สัญญาณทางกายภาพเพื่อย้ำบทบาทของ Gemini ในประสบการณ์ใช้งาน Pixel
Tensor G6 คือพื้นฐานสำคัญของแนวทางนี้ Google ระบุว่า TPU ในชิปรุ่นใหม่มีพลังประมวลผลเพิ่มขึ้น 50% จากรุ่นก่อน และเมื่อทำงานร่วมกับ Gemini Nano รุ่นล่าสุด จะประมวลผลงาน AI บนอุปกรณ์ได้เร็วขึ้นสูงสุด 3.5 เท่า พร้อมใช้พลังงานน้อยลงสูงสุด 3.5 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการวัดที่ Google นำเสนอภายใต้เงื่อนไขการทดสอบของบริษัท จึงควรมองเป็นคำกล่าวอ้างด้านประสิทธิภาพ ไม่ใช่การรับประกันว่างาน AI ทุกประเภทจะเร็วขึ้นในระดับเดียวกัน
ผลทดสอบเบื้องต้นสะท้อนการแลกเปลี่ยนที่ Google ดูเหมือนตั้งใจเลือก Tensor G6 เร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อน แต่ประสิทธิภาพ CPU สำหรับงานทั่วไปยังตามหลัง Apple A19 Pro และชิปเรือธงคู่แข่งในคะแนนแบบซิงเกิลคอร์และมัลติคอร์
ดังนั้น Google จึงไม่ได้วาง Tensor G6 ให้เป็นชิปที่ต้องชนะทุกตารางคะแนน แต่เน้นการประมวลผล AI ในเครื่อง ความหน่วงต่ำ และการรองรับฟีเจอร์ AI ที่ทำงานต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ซื้อ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “มือถือรุ่นไหนมีซีพียูเร็วที่สุด” แต่เป็น “มือถือรุ่นไหนทำงาน AI ที่เราใช้จริงได้เร็วและไว้ใจได้กว่ากัน”
ในงาน Made by Google วันที่ 12 สิงหาคม Google เน้นความสามารถในการ ลงมือทำ มากกว่าการตอบคำถาม บริษัทระบุว่า Gemini สามารถจัดการงานหลายขั้นตอนผ่านแอปที่รองรับมากกว่า 40 แอป ทำให้ผู้ช่วยทำงานข้ามระบบของโทรศัพท์ได้ แทนที่จะจำกัดอยู่ในหน้าต่างแชต
ฟีเจอร์ที่สะท้อนแนวทางนี้ ได้แก่
เมื่อรวมกันแล้ว Gemini จึงถูกวางให้เป็นชั้นการโต้ตอบที่แทรกอยู่ในหลายส่วน ตั้งแต่การป้อนข้อมูล การช่วยเหลือด้านการเข้าถึง การถ่ายภาพ ไปจนถึงการสั่งงานแอป แนวคิดของโทรศัพท์จึงขยับจาก “หน้าจอสำหรับเปิดแอปทีละตัว” ไปสู่ “เครื่องมือที่ผู้ใช้มอบหมายงานให้จัดการ”
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม Google ระบุว่าแอป Gemini มีผู้ใช้ต่อเดือนเกิน 1 พันล้านคน และเรียก Gemini ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ตัวเลขนี้ช่วยให้ Google มีชื่อแบรนด์ AI ที่ผู้บริโภครู้จักอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ผู้ซื้อเข้าใจรายละเอียดของสถาปัตยกรรม Tensor หรือวงจรการอัปเดต Android ก่อนจึงจะเห็นความแตกต่างของ Pixel
อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ใช้ต่อเดือนไม่ได้หมายความว่าทุกคนใช้โทรศัพท์ Pixel หรือใช้ความสามารถใหม่ทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการใช้งานแอป Gemini ในภาพรวม ไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ใช้จะชื่นชอบฟีเจอร์ทุกอย่างบน Pixel 11 แต่ก็อธิบายได้ว่าเหตุใด Google จึงต้องการให้ Gemini เป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดบนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง
การเปลี่ยนตำแหน่งของ Pixel 11 สรุปได้เป็นกลยุทธ์สามชั้น:
โครงสร้างนี้เปิดทางให้ Google สร้างความแตกต่างให้ Pixel โดยไม่จำเป็นต้องชนะคู่แข่งในทุกการทดสอบประสิทธิภาพ บริษัทกำลังเดิมพันว่าความช่วยเหลือจาก AI ที่ผสานเข้ากับเครื่องและใช้งานได้จริง จะมีความหมายต่อผู้ใช้จำนวนมากกว่าคะแนน CPU สูงสุดเพียงอย่างเดียว
แต่บททดสอบที่แท้จริงจะไม่ใช่แอนิเมชันตอนเปิดเครื่องหรือชื่อ Gemini Intelligence หากเป็นความเร็ว ความแม่นยำ การใช้พลังงาน และประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับจากผู้ช่วยบนอุปกรณ์ในแต่ละวัน เพราะตัวเลขประสิทธิภาพ AI ที่โดดเด่นที่สุดยังเป็นคำกล่าวอ้างของ Google ขณะที่ผลทดสอบอิสระระยะแรกชี้ว่า Tensor G6 ยังคงเสียเปรียบ Apple และชิปเรือธงอื่น ๆ ในประสิทธิภาพการประมวลผลทั่วไป