Goldman Sachs ลดเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2026 จาก 5,400 เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดถูกเลื่อนออกไป และคาดว่าอุปสงค์ ETF ทองคำจะอ่อนแอลง แม้ราคาทองคำจะลดลง 5.5% จากจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อ 25 สิงหาคม แต่เป้าหมาย 4,900 ดอลลาร์ยังสะท้อนว่าธนาคารมองมีโอกาสปรับขึ้นจากระดับราคาขณะนั้น ธนาคารกล...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How does Goldman Sachs assess gold’s recent pullback as an “elongated pause” rather than a market peak, including Tony Kim’s view that $4,00. Article summary: Goldman’s interpretation is that the pullback is a consolidation in a still supply-constrained bull market, not evidence that the structural buyers have disappeared. Its revised $4,900/oz year-end 2026 target is less bul. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
Goldman Sachs แยกภาพทองคำออกเป็น 2 ระยะอย่างชัดเจน: ระยะสั้นยังเผชิญแรงต้านจากปัจจัยมหภาค แต่ระยะกลางยังมีฐานอุปสงค์รองรับ ธนาคารจึงลดเป้าราคาทองคำ ณ สิ้นปี 2026 ลง 500 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ จากเดิม 5,400 ดอลลาร์ หลังมุมมองเรื่องการผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เอื้อต่อทองคำน้อยลง และคาดการณ์อุปสงค์กองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี เป้าใหม่ยังหมายถึงการคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้น ไม่ใช่การมองว่าขาขึ้นสิ้นสุดลงแล้ว 1
4
จุดยืนของ Goldman Sachs สรุปได้ว่า มองบวกต่อปัจจัยพื้นฐาน แต่ระมัดระวังในเชิงจังหวะการลงทุน เป้าหมายเดิม 5,400 ดอลลาร์ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม เมื่อการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไปหรือไม่รวมอยู่ในประมาณการปี 2026 ธนาคารจึงปรับเป้าลงสู่ 4,900 ดอลลาร์ 4
6
เหตุผลสำคัญคือทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล หากตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองก็เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่ายังทำให้ทองคำซึ่งตีราคาเป็นดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในสกุลเงินอื่น ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เงินไหลเข้า ETF ทองคำชะลอ และกดดันราคาทองได้ แม้ผู้ซื้อระยะยาวยังอยู่ในตลาด
ข้อมูลราคาที่รายงานสะท้อนความต่างระหว่างความระวังระยะสั้นกับเป้าหมายระยะกลางได้ชัดเจน: ทองคำปรับลง 5.5% จากจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 4,697 ดอลลาร์ เมื่อ 25 สิงหาคม และเคลื่อนไหวใกล้ 4,436 ดอลลาร์ ขณะที่ Goldman Sachs ยืนยันเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 4,900 ดอลลาร์เมื่อ 28 สิงหาคม 1
การระบุว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็น “พื้น” ควรเข้าใจว่าเป็นมุมมองต่อแนวรับของตลาด ไม่ใช่ราคาขั้นต่ำที่การันตีได้ เนื้อหาที่มีให้ยังไม่มีหลักฐานปฐมภูมิที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับยืนยันถ้อยคำหรือฐานวิเคราะห์ของมุมมองแนวรับที่มีการรายงานว่าเป็นของ Tony Kim อย่างเฉพาะเจาะจง
อย่างไรก็ดี เหตุผลที่ราคาย่อลงอาจดึงแรงซื้อกลับเข้ามานั้นพอเข้าใจได้ ผู้ซื้อทองคำจริงที่ไวต่อราคา และผู้ซื้อจากภาคการเงินการ เช่น ธนาคารกลาง อาจเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว แต่ไม่ได้แปลว่าราคาจะหลุดระดับนั้นไม่ได้ เพราะตลาดทองยังขึ้นกับความคาดหวังด้านดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ กระแสเงินลงทุน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนทำให้แนวรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือถูกเจาะผ่านได้รวดเร็ว
หลักฐานที่แข็งแรงที่สุดของมุมมองเชิงบวกในระยะยาวคือขนาดของการซื้อทองคำโดยภาคทางการ ข้อมูลสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อทองสุทธิ 863 ตัน ในปี 2025 แม้ลดลงจากระดับมากกว่า 1,000 ตันต่อปีในช่วง 3 ปีก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต ขณะเดียวกัน ผลผลิตทองจากเหมืองทั่วโลกทำสถิติสูงสุดที่ 3,671.6 ตัน ในปี 2025 23
29
ข้อมูลปี 2026 ยังชี้ว่าไม่ควรตัดสินแนวโน้มจากเพียงไตรมาสเดียว หลังตัวเลขไตรมาสแรกที่อ่อนแอถูกปรับทบทวน การซื้อสุทธิของธนาคารกลางฟื้นเป็น 288.9 ตันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดซื้อสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 345 ตัน 19
การซื้อดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทองคำหายออกจากตลาดอย่างถาวร หรือกำหนดราคาได้โดยอัตโนมัติ แต่การสะสมทุนสำรองอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุปสงค์ เพราะมีผู้ซื้อรายใหญ่ที่มักถือครองระยะยาวเข้ามาแข่งขันกับผู้ซื้อเครื่องประดับ กองทุน ETF และนักลงทุนเอกชน จึงอาจทำให้ตลาดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่ออุปสงค์จากการลงทุนกลับมา
การปรับเป้าของ Goldman Sachs ชี้ให้เห็นปัจจัยที่ควรจับตาต่อไป ได้แก่
อีกด้านหนึ่ง หากดอกเบี้ยอยู่สูงต่อเนื่อง ดอลลาร์ยังแข็งค่า และอุปสงค์ ETF ไม่ฟื้น การพักฐานของทองคำอาจยืดเยื้อหรือลึกกว่าที่คาดได้ แรงซื้อธนาคารกลางในระดับสูงเป็นแรงพยุงสำคัญ แต่ไม่อาจลบแรงกดดันเป็นวัฏจักรจากนโยบายการเงินและการวางสถานะของนักลงทุนได้ทั้งหมด
ประเด็นหลักสำหรับนักลงทุนจึงคือ เป้าหมาย 4,900 ดอลลาร์ ของ Goldman Sachs ไม่ได้ยืนยันว่าการย่อตัวจบลงแล้ว แต่เป็นเป้าหมายระยะกลางที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าแรงซื้อเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะจากธนาคารกลาง จะอยู่ได้นานกว่าแรงต้านจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยในระยะใกล้ 1
4
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs ลดเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2026 จาก 5,400 เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดถูกเลื่อนออกไป และคาดว่าอุปสงค์ ETF ทองคำจะอ่อนแอลง
Goldman Sachs ลดเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2026 จาก 5,400 เหลือ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดถูกเลื่อนออกไป และคาดว่าอุปสงค์ ETF ทองคำจะอ่อนแอลง แม้ราคาทองคำจะลดลง 5.5% จากจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนเมื่อ 25 สิงหาคม แต่เป้าหมาย 4,900 ดอลลาร์ยังสะท้อนว่าธนาคารมองมีโอกาสปรับขึ้นจากระดับราคาขณะนั้น
ธนาคารกลางซื้อทองสุทธิ 863 ตันในปี 2025 และ 345 ตันในครึ่งแรกของปี 2026 โดยไตรมาส 2 เพียงไตรมาสเดียวอยู่ที่ 288.9 ตัน ซึ่งยังเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาด