Citigroup ระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจถอดรหัสระบบลายเซ็นแบบ elliptic‑curve ของ Bitcoin ได้ ทำให้กระเป๋าเงินบางประเภทเสี่ยงต่อการถูกขโมยเหรียญ [2][6] มีการประเมินว่า BTC ประมาณ 6.5–6.9 ล้านเหรียญมี public key เปิดเผยอยู่บนบล็อกเชนแล้ว ซึ่งทำให้เป็นเป้าหมายง่ายกว่าสำหรับการโจมตีด้วยควอนตัมในอนาคต [2][3][8] ข้อเ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How does Citigroup argue that advances in quantum computing threaten Bitcoin, why are an estimated 6.5 to 6.9 million BTC especially vulnera. Article summary: Citigroup’s argument is that Bitcoin’s security model depends on elliptic-curve signatures that future fault-tolerant quantum computers could break, allowing an attacker to derive private keys from exposed public keys an. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Bitcoin faces outsized quantum threat as computing breakthroughs accelerate, Citi says Crypto World Daily 7680 subscribers 2 views 18 May 2026 The bank said accelerating advances" source context "Bitcoin faces outsized quantum threat as computing breakthroughs accelerate, Citi says" Reference image 2: visual subj
คอมพิวเตอร์ควอนตัมยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่สถาบันการเงินและนักวิจัยจำนวนมากเริ่มประเมินแล้วว่าเทคโนโลยีนี้อาจกระทบต่อความปลอดภัยของคริปโตในอนาคตอย่างไร รายงานวิเคราะห์ที่ถูกอ้างถึงโดย Citigroup ชี้ว่า Bitcoin อาจเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัยระยะยาว เพราะหากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังเพียงพอเกิดขึ้นจริง ระบบลายเซ็นดิจิทัลที่ปกป้องกระเป๋าเงิน Bitcoin อาจถูกเจาะได้
ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่การเปลี่ยนระบบเข้ารหัสไปสู่มาตรฐานที่ทนต่อควอนตัม (post‑quantum cryptography) อาจต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นการเตรียมตัวต้องเริ่มล่วงหน้าก่อนเทคโนโลยีดังกล่าวจะใช้งานได้จริง
ธุรกรรมของ Bitcoin ใช้ public‑key cryptography เจ้าของกระเป๋าจะลงนามธุรกรรมด้วย private key ซึ่งเชื่อมโยงกับ public key ที่บันทึกอยู่บนบล็อกเชน ปัจจุบันระบบนี้ปลอดภัยเพราะคอมพิวเตอร์ทั่วไปแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณ private key จาก public key
แต่ในทางทฤษฎี คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังและใช้ Shor’s algorithm สามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการเข้ารหัสแบบ elliptic‑curve ได้เร็วกว่ามาก หากเกิดขึ้นจริง ผู้โจมตีอาจคำนวณ private key จาก public key แล้วใช้มันลงนามธุรกรรมปลอมเพื่อย้ายเหรียญออกจากกระเป๋าได้
สิ่งสำคัญคือ ฟังก์ชันแฮชของ Bitcoin ยังไม่ถือว่าเสี่ยงทันที ความเปราะบางหลักอยู่ที่ระบบลายเซ็นดิจิทัล เช่น ECDSA และ Schnorr ที่ใช้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของกระเป๋า
การวิเคราะห์ที่อ้างถึงโดย Citi ระบุว่ามี Bitcoin กลุ่มหนึ่งที่อาจตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายกว่าหากเกิดการโจมตีด้วยควอนตัม
มีการประเมินว่า ประมาณ 6.5–6.9 ล้าน BTC หรือราวหนึ่งในสามของเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ มี public key เปิดเผยบนบล็อกเชนแล้ว
เหรียญเหล่านี้เสี่ยงมากกว่า เพราะผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าของทำธุรกรรมเพื่อเผย public key — ข้อมูลถูกบันทึกไว้บนเชนอยู่แล้วและสามารถนำไปวิเคราะห์ล่วงหน้าได้
ตัวอย่างเหรียญที่อาจเปิดเผย public key ได้แก่
เหรียญที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานานก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะอาจเป็นกระเป๋าที่สูญหาย เจ้าของเสียชีวิต หรือผู้ถือในยุคแรกที่ไม่เคยอัปเกรดกระเป๋า ทำให้ยอด BTC จำนวนมากอาจยังคงอยู่ในรูปแบบที่เสี่ยงต่อไปเรื่อย ๆ
แม้จะมีระบบเข้ารหัสที่ทนต่อควอนตัมอยู่แล้ว แต่การนำมาใช้กับ Bitcoin ไม่ใช่เรื่องง่าย
Bitcoin ถูกออกแบบให้มี กระบวนการกำกับดูแลแบบระมัดระวัง การเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลต้องได้รับความเห็นพ้องจากผู้พัฒนา นักขุด ผู้รันโหนด กระดานเทรด ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สิน และผู้ใช้งานทั่วโลก กระบวนการนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพของเครือข่าย แต่ก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้ช้า
นักวิเคราะห์ของ Citi มองว่านี่อาจทำให้ Bitcoin อัปเกรดสู่ระบบ post‑quantum ได้ช้ากว่าเครือข่ายอย่าง Ethereum ซึ่งมีประวัติการอัปเกรดเครือข่ายแบบประสานงานบ่อยกว่า
การเปลี่ยนผ่านจริงอาจต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น
เนื่องจากทั้งเทคนิคและฉันทามติทางสังคมเกี่ยวข้องกัน กระบวนการนี้อาจกินเวลาหลายปี
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงบ่อยคือกลยุทธ์ “Harvest Now, Decrypt Later”
แนวคิดคือผู้โจมตีสามารถเก็บข้อมูลเข้ารหัสตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าจะยังถอดรหัสไม่ได้ แต่เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังมากพอในอนาคต ข้อมูลที่สะสมไว้ก็อาจถูกถอดได้ย้อนหลัง
ในบริบทของ Bitcoin นั่นหมายความว่าผู้โจมตีอาจกำลัง รวบรวมรายการ address ที่มี public key เปิดเผยอยู่แล้ว และเตรียมโจมตีทันทีที่เทคโนโลยีควอนตัมพร้อมใช้งาน
แม้จะยังไม่มีการโจมตีจริง ความคาดหวังว่าความเสี่ยงนี้อาจเกิดขึ้นก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและราคาตลาด หากเครือข่ายดูเหมือนปรับตัวช้าเกินไป
นักพัฒนา Bitcoin เริ่มหารือแนวทางรับมือแล้ว หนึ่งในแนวคิดคือข้อเสนอ BIP‑360 และ BIP‑361 ซึ่งเสนอวิธีการย้ายเครือข่ายไปสู่ระบบเข้ารหัสที่ต้านควอนตัม
แนวคิดที่ถกเถียงกันมากใน BIP‑361 คือการเปลี่ยนผ่านเป็นขั้นตอน โดยสุดท้ายอาจ ยุติการใช้ลายเซ็นแบบเดิม เช่น ECDSA และ Schnorr หากเหรียญยังอยู่ใน address ที่เสี่ยงหลังเส้นตาย อาจถูกทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้
ผู้สนับสนุนมองว่านี่ช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ควอนตัมขโมยเหรียญจาก public key ที่เปิดเผยแล้ว
แต่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่ามันขัดกับหลักการสำคัญของ Bitcoin ที่ว่า เหรียญควรใช้จ่ายได้เสมอหากผู้ถือมี private key
การถกเถียงจึงเกี่ยวข้องกับหลายประเด็น เช่น
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีแนวทางใดที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในระบบนิเวศของ Bitcoin
ในปัจจุบัน ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถถอดรหัสกุญแจของ Bitcoin ได้ในระดับใช้งานจริง แต่ประเด็นนี้สะท้อนความท้าทายสำคัญของระบบการเงินแบบกระจายศูนย์
การย้ายระบบเข้ารหัสของเครือข่ายที่มีสินทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์นั้นใช้เวลานาน ดังนั้นการเตรียมการมักต้องเริ่มก่อนที่ภัยคุกคามจะเกิดขึ้นจริงหลายปี
หากความก้าวหน้าของควอนตัมเร็วกว่าที่คาด Bitcoin อาจต้องเผชิญสองสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ไม่ว่าจะเป็นทางใด เหตุการณ์ดังกล่าวจะทดสอบทั้งระบบการกำกับดูแลและความแข็งแกร่งของเครือข่ายคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Citigroup ระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจถอดรหัสระบบลายเซ็นแบบ elliptic‑curve ของ Bitcoin ได้ ทำให้กระเป๋าเงินบางประเภทเสี่ยงต่อการถูกขโมยเหรียญ [2][6]
Citigroup ระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจถอดรหัสระบบลายเซ็นแบบ elliptic‑curve ของ Bitcoin ได้ ทำให้กระเป๋าเงินบางประเภทเสี่ยงต่อการถูกขโมยเหรียญ [2][6] มีการประเมินว่า BTC ประมาณ 6.5–6.9 ล้านเหรียญมี public key เปิดเผยอยู่บนบล็อกเชนแล้ว ซึ่งทำให้เป็นเป้าหมายง่ายกว่าสำหรับการโจมตีด้วยควอนตัมในอนาคต [2][3][8]
ข้อเสนออย่าง BIP‑360 และ BIP‑361 พยายามวางแผนย้ายระบบไปสู่การเข้ารหัสแบบต้านควอนตัม แต่ก็จุดชนวนการถกเถียงเรื่องสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหรียญและการอัปเกรดเครือข่าย