เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่เป็น 'การเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดใน AI' ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับ ByteDance อย่างจริงจัง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ทรัพย์สินของจาง อีหมิงเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าตัวจาก 13,000 ล้านดอลลาร์ (เมื่อ Bloomberg เริ่มติดตามในปี 2019) มาอยู่ที่ 92,800 ล้านดอลลาร์ มาจากการตีมูลค่า ByteDance ในตลาดรอง (Private Market) ที่สูงถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ (550,000 ล้านดอลลาร์) ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน
ด้วยรายได้ของบริษัทในปี 2024 ที่สูงถึง 1.55 แสนล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านดอลลาร์) บวกกับกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้มุมมองของนักลงทุนเปลี่ยนไป
Doubao: จุดเปลี่ยนที่ทำให้ ByteDance กลายเป็นมากกว่าแค่ TikTok
Kenichi Uno ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ระบุว่า แอปพลิเคชัน AI แชทบอท Doubao คือตัวเปลี่ยนเกม ด้วยจำนวนผู้ใช้รายเดือน (Monthly Active Users - MAU) สูงถึง 345 ล้านคน ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ ByteDance ผงาดเป็นแชมป์ AI ในประเทศจีน แต่ยังเป็น 'เครื่องพิสูจน์' ที่จับต้องได้ว่านักลงทุนไม่ควรมองข้ามศักยภาพของ ByteDance
เรื่องราวของความทะเยอทะยานไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อ ByteDance ประกาศแผนการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026 ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านหยวน (ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์) ก่อนสื่ออย่าง Bloomberg จะรายงานถัดมาว่า บริษัทกำลังหารือเป้าหมายสูงสุดถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (70,000 ล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและจัดหาชิป ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าปี 2025 เกือบ 3 เท่าตัว
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times ว่า “บริษัทจะใช้กำไรในปี 2025 ที่ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ เป็นต้นทุนในการลงทุนครั้งนี้” การส่งสัญญาณว่าบริษัทสามารถแข่งขันด้านพลังการประมวลผลกับ OpenAI และ Google ได้ ทำให้จาง อีหมิง ปรับตำแหน่งของ ByteDance จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เป็น 'แชมป์แห่งชาติ' ในศึก AI ของจีน ได้สำเร็จ
ในฝั่งของมูเกช อัมบานี สถานการณ์ต่างออกไป แม้ Reliance Industries จะรายงานผลประกอบการทำสถิติสูงสุด (FY26) โดยมีกำไรสุทธิรวมที่ ₹95,754 โคร (ประมาณ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์) แต่ตลาดกลับไม่ตอบสนองในทางบวก หุ้นของ Reliance ลดลง 10.32% ในช่วงต้นปี 2026 (Year-to-Date) ส่งผลให้ความมั่งคั่งของอัมบานีลดลงราว 10,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากข้อพิพาทน้ำมันรัสเซียที่ถูกเปิดเผยออกมาช่วงต้นปี ซึ่งทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทลดลงอีก แม้ Morgan Stanley จะประเมินว่า Reliance จะกลับมาฟื้นตัวได้ในภายหลังปี 2026 แต่ในขณะนั้น ทรัพย์สิน 86,900 ล้านดอลลาร์ของเขาก็ไม่พอที่จะรักษาอันดับ 2 ไว้ได้อีกต่อไป
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำให้อันดับมหาเศรษฐีเอเชีย 3 อันดับแรก ถูกจัดระเบียบใหม่ ดังนี้
นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง ‘ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ’ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคของอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม (น้ำมัน ปิโตรเคมี โทรคมนาคม) ไปสู่ยุคของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด