จอห์น ดีน ซีอีโอของ WindBorne เปิดเผยว่ารอบนี้มีนักลงทุนต้องการร่วมลงทุนเกินกว่าเป้าหมาย 37 ล้านเหรียญ ('oversubscribed') เพราะบริษัทมีทั้งความได้เปรียบทางเทคนิคที่พิสูจน์แล้ว (โมเดลพยากรณ์ที่เอาชนะหน่วยงานรัฐ) และแผนชัดเจนในการสร้างรายได้จากภาคเอกชน
จุดแข็งของ WindBorne อยู่ที่เทคโนโลยีสองอย่างที่ทำงานร่วมกัน: เครือข่ายเซ็นเซอร์ของตัวเอง (Atlas) และโมเดลพยากรณ์ AI ที่พัฒนาขึ้นเอง (WeatherMesh)
ปัจจุบันบริษัทมีลูกโป่ง 'Global Sounding Balloons' (GSBs) ประมาณ 600 ลูกที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลา ปล่อยจาก 20 จุดทั่วโลก ลูกโป่งเหล่านี้แตกต่างจากลูกโป่งตรวจอากาศแบบเดิมที่ลอยขึ้นไป เก็บข้อมูลไม่กี่ชั่วโมงแล้วตกลงมา ลูกโป่ง GSB ของ WindBorne ถูกออกแบบมาให้:
ผลลัพธ์คือกระแสข้อมูลโปรไฟล์บรรยากาศจากพื้นที่ที่ดาวเทียมและสถานีอากาศส่วนใหญ่พลาด เช่นดวงตาพายุไต้ฝุ่น
ข้อมูลจากลูกโป่งทั้งหมดถูกป้อนเข้าสู่ WeatherMesh โมเดลพยากรณ์แบบ Deep Learning เวอร์ชันล่าสุด WeatherMesh-6 ใช้โมเดล AI แบบ Transformer ที่ทำงานบน GPU ฝึกฝนด้วยข้อมูลบรรยากาศหลายทศวรรษ และอัปเดตแบบเรียลไทม์จากข้อมูลลูกโป่ง
WindBorne อ้างว่า WeatherMesh เป็นโมเดลพยากรณ์อากาศโลกที่เร็วและแม่นยำที่สุด โดยมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบ Global Forecast System (GFS) ของสหรัฐฯ และ ECMWF HRES ของยุโรป ซึ่งเป็นระบบพยากรณ์แบบฟิสิกส์มาตรฐานทองคำ จากเกณฑ์มาตรฐานสาธารณะ
ซีอีโอ จอห์น ดีน อธิบายภารกิจของบริษัทว่าเป็นการสร้าง 'ระบบประสาทของโลก' หรือชั้นการรับรู้แบบเรียลไทม์ที่ครอบคลุม 100% ของโลก แนวคิดนี้แบ่งออกเป็น 3 ชั้น:
ลูกค้าภาครัฐ — สำนักพยากรณ์อากาศแห่งชาติสหรัฐ กองทัพอากาศ และกองทัพเรือสหรัฐ — เป็นฐานเริ่มต้นของ WindBorne ที่ช่วยพิสูจน์เทคโนโลยีและสร้างรายได้ที่มั่นคง แต่การระดมทุน Series B ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่ตลาดพาณิชย์
การพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมเป็นสาธารณูปโภคที่ได้รับทุนจากรัฐบาลและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแสวงหากำไร ปัจจุบัน AI ทำให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้นมาก แต่โมเดลธุรกิจยังตามไม่ทัน WindBorne ตั้งเป้าปิดช่องว่างนี้ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจจะยอมจ่ายเงิน :
ข้อมูลเฉพาะที่ WindBorne เก็บจากลูกโป่งของตัวเอง — ไม่ใช่ข้อมูลที่ขูดจากแหล่งสาธารณะ — สร้าง 'คูน้ำ' ทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยาก ไม่มีบริษัทอื่นมีเครือข่ายเซ็นเซอร์นี้ และการผสมผสานระหว่างชุดข้อมูลนั้นกับโมเดล AI ของตัวเอง ทำให้ได้พยากรณ์ที่ทั้งแม่นยำกว่าและเร็วกว่าคู่แข่งรายใด
ซีอีโอ จอห์น ดีน กล่าวกับ TechCrunch ว่าบริษัทกำลัง 'ขยายทีมขายเพื่อขายตรงให้กับองค์กรธุรกิจ' และโอกาสที่แท้จริงอยู่ที่ 'การช่วยธุรกิจต่างๆ นำการพยากรณ์อากาศแบบ AI ไปปรับใช้ในการดำเนินงาน' เงินทุน Series B จำนวน 37 ล้านเหรียญส่วนหนึ่งจะถูกใช้เพื่อขยายทีมเจาะตลาดนี้