เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่าเศษซากโดรนตกใส่อาคารที่พักอาศัยหลายแห่ง ส่งผลให้ มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 12 คน
โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ของยูเครน เนื่องจากสามารถกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ทางทหารของรัสเซีย
ในขณะเดียวกัน การยกระดับของสงครามทางอากาศไม่ได้เกิดจากฝ่ายเดียว
ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีด้วย โดรนและมิสไซล์จำนวนมากทั่วประเทศยูเครน รวมถึงการโจมตีในกรุงเคียฟที่ทำให้อาคารอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งพังถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
กองทัพอากาศยูเครนยังรายงานว่าในคืนวันที่ 16 พฤษภาคม รัสเซียยิงโดรนโจมตี 294 ลำ จากหลายทิศทาง แม้ระบบป้องกันจะยิงสกัดได้จำนวนมาก แต่ยังมีการโจมตีเป้าหมายสำเร็จประมาณ 20 จุดทั่วประเทศ
การใช้โดรนจำนวนมากพร้อมกับมิสไซล์กลายเป็นยุทธวิธีสำคัญของรัสเซียในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเมืองต่าง ๆ ของยูเครน
การเพิ่มขึ้นของการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงที่ความพยายามหยุดยิงหลายครั้งไม่ประสบความสำเร็จ
ยูเครนกล่าวหารัสเซียในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมว่าละเมิดข้อเสนอหยุดยิงของเคียฟ โดยยังคงเปิดการโจมตีตามแนวหน้าและใช้โดรนโจมตีต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน รัสเซียก็รายงานว่ามีการสกัดโดรนยูเครนจำนวนมากในการโจมตีตอบโต้ เช่น เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่รัสเซียอ้างว่าสามารถ ยิงสกัดโดรนยูเครนได้ถึง 347 ลำ ในหลายภูมิภาค
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพึ่งพา โดรนระยะไกล มากขึ้น เพื่อโจมตีลึกเข้าไปหลังแนวรบ ทั้งเป้าหมายด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และเมืองสำคัญ
การโจมตีในคืน 16–17 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าสงครามทางอากาศระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังขยายตัวทั้งในด้าน ระยะโจมตี เทคโนโลยี และขนาดของปฏิบัติการ
ยูเครนพยายามเพิ่มระยะและความถี่ของการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ขณะที่รัสเซียยังคงใช้การโจมตีขนาดใหญ่ด้วยโดรนและมิสไซล์ต่อเมืองต่าง ๆ ในยูเครน
ผลลัพธ์คือวงจรของการตอบโต้ที่ยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะที่ข้อเสนอหยุดยิงหลายครั้งล้มเหลว โอกาสในการลดความตึงเครียดในระยะใกล้จึงยังคงไม่แน่นอน
Comments
0 comments