อย่างไรก็ตาม PMI ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 54.3 เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การจัดหาวัตถุดิบและระยะเวลาขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง UAE ยังมีช่องทางส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์บนทะเลอาหรับ ซึ่งอยู่นอกช่องแคบและทำหน้าที่เป็นกันชนสำคัญ แต่ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์อย่างเจเบล อาลี รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ค้าปลีก และการบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความปั่นป่วนทางทะเล
ภาคธุรกิจนอกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกลับมาอยู่ในแดนขยายตัวในเดือนพฤษภาคม หลัง PMI ลดลงต่ำกว่าเส้น 50.0 ในเดือนเมษายน โดย MUFG Research รายงานว่า PMI ของประเทศเพิ่มจาก 48.8 เป็น 51.5 สะท้อนการฟื้นตัวของสภาวะธุรกิจนอกน้ำมัน
จุดแข็งสำคัญของซาอุดีอาระเบียคือท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งสามารถลำเลียงน้ำมันจากฝั่งอ่าวไปยังเมืองยันบูบนทะเลแดงได้สูงสุด 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วยให้ประเทศเปลี่ยนเส้นทางส่งออกหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลกที่เฉลี่ยราว 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 ยังช่วยชดเชยปริมาณส่งออกที่ลดลงให้แก่ผู้ผลิตที่มีเส้นทางสำรอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนว่าเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียแสดงให้เห็นถึง “ความคล่องตัวและความยืดหยุ่น” แต่เตือนว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจกระทบการเติบโตและการลงทุนในระยะกลาง
วิกฤติฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลต่อประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ในรูปแบบเดียวกัน ปัจจัยชี้ขาดคือแต่ละประเทศมีทางเลือกในการส่งออกนอกช่องแคบหรือไม่
ซาอุดีอาระเบียและ UAE ถูกประเมินว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีศักยภาพส่งออกผ่านท่าเรือนอกช่องแคบ ส่วนโอมานมีความเสี่ยงอีกแบบ เนื่องจากเส้นทางผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซของประเทศอยู่นอกจุดคอขวดดังกล่าว
ในทางกลับกัน คูเวต อิรัก กาตาร์ และบาห์เรนไม่มีเส้นทางส่งออกทางเลือก ทำให้เผชิญแรงกดดันรุนแรงหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ บาห์เรนถูกมองว่าเปราะบางที่สุด เพราะไม่มีเส้นทางเลี่ยงและต้องการราคาน้ำมันระดับ 110-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้รายได้รองรับรายจ่ายภาครัฐตามจุดคุ้มทุนทางการคลัง
จนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 ยังไม่มีรัฐบาลประเทศอ่าวถูกปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งสะท้อนบทบาทของเงินสำรองระหว่างประเทศ สินทรัพย์กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในการรองรับแรงกระแทก
UAE ยังคงได้รับอันดับเครดิตระยะยาวของผู้ออกตราสารหนี้ที่ AA− จาก Fitch ขณะที่ซาอุดีอาระเบียคงอันดับ Aa3 จาก Moody’s พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ Moody’s, Fitch และ S&P ต่างยังคงอันดับเครดิตของประเทศอ่าวไว้ โดยชี้ถึงฐานะการคลังและเงินสำรองที่แข็งแกร่ง
แต่ภาพใต้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นิ่ง Fitch เตือนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และหากการสู้รบยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลและบริษัทในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ Fitch ได้ใส่อันดับเครดิต AA ของกาตาร์ไว้ในสถานะ Rating Watch Negative หรือเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านลบ หลังการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่ราส ลัฟฟาน โดยเตือนว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงอาจ “เสื่อมถอยลงอย่างถาวร” ด้าน Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบาห์เรนจากมีเสถียรภาพเป็นลบ หลังการส่งออกหยุดชะงัก
ตลาดหุ้นอ่าวเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดโลกในเดือนพฤษภาคม ดัชนี MSCI GCC ลดลง 1.3% ขณะที่ดัชนี MSCI World เพิ่มขึ้น 5% จากแรงเก็งกำไรในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นต่อ AI
นับเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่ตลาดหุ้นอ่าวเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติฮอร์มุซ ขณะที่ความหวังเรื่องการหยุดยิงเป็นระยะยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในตลาดอย่างต่อเนื่อง
หลายสถาบันประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะรุนแรงแม้การปิดช่องแคบเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาจำกัด
UAE อาจได้รับผลกระทบจาก GDP มากกว่าซาอุดีอาระเบีย แม้มีเศรษฐกิจที่หลากหลายกว่าและประชากรน้อยกว่า เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยว การค้า โลจิสติกส์ และศูนย์กลางเจเบล อาลีอย่างมาก
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเลข GDP แต่ยังสะเทือนแผนระยะยาวที่ประเทศอ่าวใช้ลดการพึ่งพาน้ำมัน การท่องเที่ยว การเงิน และการบิน ซึ่งเป็นเสาหลักของ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียและยุทธศาสตร์ในลักษณะเดียวกันของประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบ
Washington Post ระบุว่าสงครามอิหร่านกำลัง “ทดสอบอนาคตเศรษฐกิจระยะยาว” ของรัฐอ่าว และชี้ว่าความเปราะบางด้านความมั่นคงกับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์กำลังคุกคามแม้แต่อุตสาหกรรมเกิดใหม่
ในซาอุดีอาระเบีย ภาคเศรษฐกิจนอกน้ำมันที่ Vision 2030 ใช้เวลาสร้างมานานนับทศวรรษกำลังเผชิญแรงกระแทกจากภายนอกรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา Chatham House ระบุว่าการปิดช่องแคบทำให้เห็นความเสี่ยงระยะยาวของแผนดังกล่าวอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงความเสียหายจากวิกฤติครั้งนี้ แต่รวมถึงการที่นักลงทุนอาจเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสปิดอีกในอนาคต
เมื่อมองนอกเหนือจาก UAE และซาอุดีอาระเบีย ความแตกต่างของเศรษฐกิจในภูมิภาคยิ่งชัดเจนขึ้น
กาตาร์ เผชิญการหดตัวรุนแรงที่สุดในช่วงแรก แต่ก็ฟื้นตัวมากที่สุดเช่นกัน PMI ดิ่งลงเหลือ 38.7 ในเดือนมีนาคม ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลัง QatarEnergy ประกาศเหตุสุดวิสัยต่อการส่งออก LNG และการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายแก่โรงงานที่ราส ลัฟฟาน ในเดือนพฤษภาคม MUFG Research รายงานว่า PMI ดีดขึ้นเป็น 46.4 จาก 34.2 ในเดือนเมษายน แม้ยังอยู่ในแดนหดตัวอย่างมาก
อียิปต์ PMI ภาคเอกชนนอกน้ำมันเพิ่มเล็กน้อยเป็น 47.1 ในเดือนพฤษภาคม จาก 46.6 ในเดือนเมษายน แต่ยังต่ำกว่าเส้น 50.0 ซึ่งแบ่งการขยายตัวออกจากการหดตัวเป็นเดือนที่ห้าติดต่อกัน อุปสงค์ที่อ่อนแอและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นทำให้บริษัทต้องปรับราคาสูงขึ้น และนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ความขัดแย้งยังผลักดันต้นทุนเชื้อเพลิงและปัจจัยการผลิตของภาคเอกชนอียิปต์ให้สูงขึ้น
คูเวต เป็นกรณีที่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างมากที่สุด ประเทศพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกไฮโดรคาร์บอนเกือบทั้งหมดและไม่มีท่อส่งเลี่ยงช่องแคบ PMI ลดลงเหลือ 46.3 ในเดือนมีนาคม และอยู่ที่ 46.3 เช่นเดิมในเดือนเมษายน สะท้อนการหดตัวต่อเนื่อง แหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่มีตัวเลข PMI เดือนพฤษภาคมที่ชัดเจน แต่ PwC จัดให้คูเวตเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจ GCC ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ข้อมูลเดือนพฤษภาคมชี้ว่า วิกฤติฮอร์มุซไม่ใช่แรงกระแทกแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นทั่ว GCC แต่เป็นรอยแยกที่กำหนดโดยภูมิศาสตร์
ซาอุดีอาระเบียและ UAE ยังรักษาการขยายตัวของภาคนอกน้ำมันไว้ได้ในระดับพอประมาณ จากความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางส่งออก ราคาน้ำมันที่สูง และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังยืดหยุ่น กาตาร์ฟื้นตัวจากการทรุดตัวอย่างหนักในไตรมาสแรกแต่ยังไม่พ้นภาวะหดตัว อียิปต์ยังต่ำกว่า 50 ขณะที่คูเวตเผชิญคอขวดด้านการส่งออกที่ไม่มีทางแก้ได้ง่าย
แม้สถาบันจัดอันดับเครดิตยังไม่ลงมือปรับลดอันดับในเดือนพฤษภาคม แต่คำเตือนมีน้ำเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ความแตกต่างของ PMI ผลตอบแทนตลาดหุ้น และประมาณการ GDP แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอ่าวกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ตัวเลขการขยายตัวของ UAE และซาอุดีอาระเบียเพียงสองประเทศไม่อาจสะท้อนได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม PMI ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 54.3 เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การจัดหาวัตถุดิบและระยะเวลาขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง UAE ยังมีช่องทางส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์บนทะเลอาหรับ ซึ่งอยู่นอกช่องแคบและทำหน้าที่เป็นกันชนสำคัญ แต่ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์อย่างเจเบล อาลี รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ค้าปลีก และการบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความปั่นป่วนทางทะเล
ภาคธุรกิจนอกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกลับมาอยู่ในแดนขยายตัวในเดือนพฤษภาคม หลัง PMI ลดลงต่ำกว่าเส้น 50.0 ในเดือนเมษายน โดย MUFG Research รายงานว่า PMI ของประเทศเพิ่มจาก 48.8 เป็น 51.5 สะท้อนการฟื้นตัวของสภาวะธุรกิจนอกน้ำมัน
จุดแข็งสำคัญของซาอุดีอาระเบียคือท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งสามารถลำเลียงน้ำมันจากฝั่งอ่าวไปยังเมืองยันบูบนทะเลแดงได้สูงสุด 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่วยให้ประเทศเปลี่ยนเส้นทางส่งออกหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลกที่เฉลี่ยราว 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 ยังช่วยชดเชยปริมาณส่งออกที่ลดลงให้แก่ผู้ผลิตที่มีเส้นทางสำรอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนว่าเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียแสดงให้เห็นถึง “ความคล่องตัวและความยืดหยุ่น” แต่เตือนว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจกระทบการเติบโตและการลงทุนในระยะกลาง
วิกฤติฮอร์มุซไม่ได้ส่งผลต่อประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ในรูปแบบเดียวกัน ปัจจัยชี้ขาดคือแต่ละประเทศมีทางเลือกในการส่งออกนอกช่องแคบหรือไม่
ซาอุดีอาระเบียและ UAE ถูกประเมินว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีศักยภาพส่งออกผ่านท่าเรือนอกช่องแคบ ส่วนโอมานมีความเสี่ยงอีกแบบ เนื่องจากเส้นทางผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซของประเทศอยู่นอกจุดคอขวดดังกล่าว
ในทางกลับกัน คูเวต อิรัก กาตาร์ และบาห์เรนไม่มีเส้นทางส่งออกทางเลือก ทำให้เผชิญแรงกดดันรุนแรงหากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ บาห์เรนถูกมองว่าเปราะบางที่สุด เพราะไม่มีเส้นทางเลี่ยงและต้องการราคาน้ำมันระดับ 110-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้รายได้รองรับรายจ่ายภาครัฐตามจุดคุ้มทุนทางการคลัง
จนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 ยังไม่มีรัฐบาลประเทศอ่าวถูกปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งสะท้อนบทบาทของเงินสำรองระหว่างประเทศ สินทรัพย์กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในการรองรับแรงกระแทก
UAE ยังคงได้รับอันดับเครดิตระยะยาวของผู้ออกตราสารหนี้ที่ AA− จาก Fitch ขณะที่ซาอุดีอาระเบียคงอันดับ Aa3 จาก Moody’s พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ Moody’s, Fitch และ S&P ต่างยังคงอันดับเครดิตของประเทศอ่าวไว้ โดยชี้ถึงฐานะการคลังและเงินสำรองที่แข็งแกร่ง
แต่ภาพใต้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นิ่ง Fitch เตือนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และหากการสู้รบยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของรัฐบาลและบริษัทในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ Fitch ได้ใส่อันดับเครดิต AA ของกาตาร์ไว้ในสถานะ Rating Watch Negative หรือเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านลบ หลังการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่ราส ลัฟฟาน โดยเตือนว่าสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงอาจ “เสื่อมถอยลงอย่างถาวร” ด้าน Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบาห์เรนจากมีเสถียรภาพเป็นลบ หลังการส่งออกหยุดชะงัก
ตลาดหุ้นอ่าวเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดโลกในเดือนพฤษภาคม ดัชนี MSCI GCC ลดลง 1.3% ขณะที่ดัชนี MSCI World เพิ่มขึ้น 5% จากแรงเก็งกำไรในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นต่อ AI
นับเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่ตลาดหุ้นอ่าวเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติฮอร์มุซ ขณะที่ความหวังเรื่องการหยุดยิงเป็นระยะยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในตลาดอย่างต่อเนื่อง
หลายสถาบันประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะรุนแรงแม้การปิดช่องแคบเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาจำกัด
UAE อาจได้รับผลกระทบจาก GDP มากกว่าซาอุดีอาระเบีย แม้มีเศรษฐกิจที่หลากหลายกว่าและประชากรน้อยกว่า เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยว การค้า โลจิสติกส์ และศูนย์กลางเจเบล อาลีอย่างมาก
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวเลข GDP แต่ยังสะเทือนแผนระยะยาวที่ประเทศอ่าวใช้ลดการพึ่งพาน้ำมัน การท่องเที่ยว การเงิน และการบิน ซึ่งเป็นเสาหลักของ Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียและยุทธศาสตร์ในลักษณะเดียวกันของประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบ
Washington Post ระบุว่าสงครามอิหร่านกำลัง “ทดสอบอนาคตเศรษฐกิจระยะยาว” ของรัฐอ่าว และชี้ว่าความเปราะบางด้านความมั่นคงกับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์กำลังคุกคามแม้แต่อุตสาหกรรมเกิดใหม่
ในซาอุดีอาระเบีย ภาคเศรษฐกิจนอกน้ำมันที่ Vision 2030 ใช้เวลาสร้างมานานนับทศวรรษกำลังเผชิญแรงกระแทกจากภายนอกรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา Chatham House ระบุว่าการปิดช่องแคบทำให้เห็นความเสี่ยงระยะยาวของแผนดังกล่าวอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงความเสียหายจากวิกฤติครั้งนี้ แต่รวมถึงการที่นักลงทุนอาจเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสปิดอีกในอนาคต
เมื่อมองนอกเหนือจาก UAE และซาอุดีอาระเบีย ความแตกต่างของเศรษฐกิจในภูมิภาคยิ่งชัดเจนขึ้น
กาตาร์ เผชิญการหดตัวรุนแรงที่สุดในช่วงแรก แต่ก็ฟื้นตัวมากที่สุดเช่นกัน PMI ดิ่งลงเหลือ 38.7 ในเดือนมีนาคม ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลัง QatarEnergy ประกาศเหตุสุดวิสัยต่อการส่งออก LNG และการโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายแก่โรงงานที่ราส ลัฟฟาน ในเดือนพฤษภาคม MUFG Research รายงานว่า PMI ดีดขึ้นเป็น 46.4 จาก 34.2 ในเดือนเมษายน แม้ยังอยู่ในแดนหดตัวอย่างมาก
อียิปต์ PMI ภาคเอกชนนอกน้ำมันเพิ่มเล็กน้อยเป็น 47.1 ในเดือนพฤษภาคม จาก 46.6 ในเดือนเมษายน แต่ยังต่ำกว่าเส้น 50.0 ซึ่งแบ่งการขยายตัวออกจากการหดตัวเป็นเดือนที่ห้าติดต่อกัน อุปสงค์ที่อ่อนแอและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นทำให้บริษัทต้องปรับราคาสูงขึ้น และนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ความขัดแย้งยังผลักดันต้นทุนเชื้อเพลิงและปัจจัยการผลิตของภาคเอกชนอียิปต์ให้สูงขึ้น
คูเวต เป็นกรณีที่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างมากที่สุด ประเทศพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการส่งออกไฮโดรคาร์บอนเกือบทั้งหมดและไม่มีท่อส่งเลี่ยงช่องแคบ PMI ลดลงเหลือ 46.3 ในเดือนมีนาคม และอยู่ที่ 46.3 เช่นเดิมในเดือนเมษายน สะท้อนการหดตัวต่อเนื่อง แหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่มีตัวเลข PMI เดือนพฤษภาคมที่ชัดเจน แต่ PwC จัดให้คูเวตเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจ GCC ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ข้อมูลเดือนพฤษภาคมชี้ว่า วิกฤติฮอร์มุซไม่ใช่แรงกระแทกแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นทั่ว GCC แต่เป็นรอยแยกที่กำหนดโดยภูมิศาสตร์
ซาอุดีอาระเบียและ UAE ยังรักษาการขยายตัวของภาคนอกน้ำมันไว้ได้ในระดับพอประมาณ จากความสามารถในการเปลี่ยนเส้นทางส่งออก ราคาน้ำมันที่สูง และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังยืดหยุ่น กาตาร์ฟื้นตัวจากการทรุดตัวอย่างหนักในไตรมาสแรกแต่ยังไม่พ้นภาวะหดตัว อียิปต์ยังต่ำกว่า 50 ขณะที่คูเวตเผชิญคอขวดด้านการส่งออกที่ไม่มีทางแก้ได้ง่าย
แม้สถาบันจัดอันดับเครดิตยังไม่ลงมือปรับลดอันดับในเดือนพฤษภาคม แต่คำเตือนมีน้ำเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ความแตกต่างของ PMI ผลตอบแทนตลาดหุ้น และประมาณการ GDP แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอ่าวกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ตัวเลขการขยายตัวของ UAE และซาอุดีอาระเบียเพียงสองประเทศไม่อาจสะท้อนได้ทั้งหมด