ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV แม้ยอดส่งมอบยังต่ำกว่าปีก่อน ส่วน Tesla เติบโต 25% แต่รั้ง...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did the global electric-vehicle market develop in the second quarter of 2026, including the 10.4% year-over-year increase to 5.37 millio. Article summary: The Q2 2026 EV market was still expanding, but its competitive center shifted outward from China: global NEV sales reached 5.37 million, up 10.4% year over year, while electrified powertrains—including hybrids—captured a. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกยังขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 ปี 2026 แต่โครงสร้างการแข่งขันเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน TrendForce ระบุว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ซึ่งรวมรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง แตะ 5.37 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากนับรวมรถไฮบริดทั่วไปด้วย รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทั้ง 4 ประเภทคิดเป็น 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 38
จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระจายตัวของตลาด จีนยังเป็นแหล่งความต้องการ NEV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สัดส่วนตลาดโลกลดลงจาก 66% เหลือ 56% เมื่อแรงส่งของตลาดภายในประเทศชะลอตัว ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจีนหันพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ทำให้ยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดอื่น ๆ มีบทบาทต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมมากกว่าเดิม 34
TrendForce คาดว่ายอดขาย NEV ทั่วโลกตลอดปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 23.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน 36 แม้ยังเป็นการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ชะลอลงจากปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
46
การที่จีนมีสัดส่วนลดลงไม่ได้หมายความว่าจีนหมดความสำคัญ เพราะจีนยังเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม เพียงแต่การแข่งขันระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จในตลาดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอีกแล้ว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการขาย จัดจำหน่าย และดูแลรถยนต์ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน
ทั้งนี้ ตัวเลข 5.37 ล้านคันหมายถึง NEV ซึ่งรวม BEV, PHEV และรถเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนตัวเลข 33.2% รวมรถไฮบริดทั่วไปด้วย จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมาใช้แทนกัน 38
BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV ทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2026 แซงหน้า Tesla แม้ยอดส่งมอบของ BYD ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายทั่วโลกของ Tesla เพิ่มขึ้น 25% แต่ยังไม่มากพอที่จะรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้ 38
ข้อมูลการส่งมอบจากอีกแหล่งหนึ่งระบุว่า BYD ขายรถยนต์นั่ง BEV ได้ 557,090 คันในไตรมาสดังกล่าว เทียบกับ Tesla ที่ส่งมอบ 480,126 คัน 53 ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเติบโต” กับ “การเป็นผู้นำ” เพราะ Tesla เติบโตได้ดี แต่ BYD มีผลิตภัณฑ์และฐานตลาดที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า
อันดับอื่น ๆ ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังแข่งขันกันเข้มข้นขึ้น
กรณีของ Volkswagen ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนเรื่องการลงมือทำ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าแผนเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าล้มเหลว แบรนด์ที่มีขนาดใหญ่และลงทุนในแพลตฟอร์มไฟฟ้ามาตั้งแต่ต้นไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติ ผู้ผลิตยังต้องมีรถที่แข่งขันได้ในหลายระดับราคาและหลายเซกเมนต์ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ พัฒนาซอฟต์แวร์และบริการให้เชื่อถือได้ รวมถึงมีช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะกับแต่ละภูมิภาค
ผลงานของ BYD แสดงให้เห็นว่าเหตุใดการส่งออกจึงมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อการแข่งขันในตลาดจีนภายในประเทศเริ่มยากขึ้น ในเดือนมิถุนายน BYD ขาย NEV ทั่วโลกได้ 403,472 คัน โดยยอดขายในจีนอยู่ที่ 228,123 คัน ลดลง 22% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศทำสถิติสูงสุดที่ 175,349 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 95% เมื่อเทียบเป็นรายปี 20
ในเดือนเดียวกัน BYD ยังส่งออกรถยนต์นั่ง NEV จากจีน 170,897 คัน คิดเป็น 34.2% ของการส่งออกรถยนต์นั่ง NEV จากจีนทั้งหมด 19 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอุปสงค์จากต่างประเทศช่วยชดเชยแรงกดดันจากตลาดภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากการส่งออกทำให้รูปแบบการดำเนินงานซับซ้อนขึ้น รถยนต์ต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ นอกจากนั้นยังต้องมีความพร้อมด้านการขนส่ง การเงิน เครือข่ายบริการ อะไหล่ และตัวแทนจำหน่าย รถที่ขายดีในประเทศบ้านเกิดจึงไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จในต่างประเทศโดยอัตโนมัติ ผู้ผลิตต้องสร้างโครงสร้างธุรกิจรองรับผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน
ยุโรปเป็นตัวอย่างชัดเจนว่ากฎระเบียบสามารถเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันลงทั้งหมด แบรนด์จีนมีสัดส่วน 28.3% ของตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ตามข้อมูลของ Dataforce ที่ The Next Web อ้างถึง ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนของสหภาพยุโรปในเวลานั้นใช้กับ BEV ที่ผลิตในจีน แต่ยังไม่ครอบคลุม PHEV 11
ภายในเดือนกรกฎาคม แบรนด์จีนมีสัดส่วน 34% ของยอดขาย PHEV ในยุโรป และรถจาก BYD รวมถึงผู้ผลิตจีนรายอื่น ๆ ครองหลายตำแหน่งในตารางรุ่นขายดีประจำเดือน 2
ข้อมูลตลาดยุโรปในภาพรวมให้ภาพที่ซับซ้อนกว่าเดิม รถ BEV ที่ผลิตในจีนคิดเป็น 17% ของตลาด BEV ในสหภาพยุโรปในไตรมาส 1 ปี 2026 ลดลงจากจุดสูงสุด 22% ในปี 2024 หลังมีการบังคับใช้ภาษี แต่การวิเคราะห์เดียวกันพบว่าผู้ผลิตจีนยังขยายธุรกิจโดยรวมต่อเนื่อง โดยอัตราภาษีที่แตกต่างกันส่งผลต่อแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน 3
ข้อมูลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าภาษีไม่มีประสิทธิภาพ ภาษีช่วยลดสัดส่วน BEV ที่ผลิตในจีนได้จริง แต่ผู้ผลิตก็ปรับตัวผ่านการตั้งราคา การเปลี่ยนสัดส่วนรุ่นรถ และการขยาย PHEV ผลลัพธ์คือโลกยานยนต์ที่นโยบายการค้า ประเภทระบบขับเคลื่อน และสถานที่ผลิต เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผลประกอบการไตรมาส 2 ชี้ว่าความสามารถ 4 ด้านกำลังมีความสำคัญมากกว่าความได้เปรียบจากการเข้าสู่ตลาดก่อนเพียงอย่างเดียว
ตลาด NEV ในไตรมาส 2 ปี 2026 จึงมีทั้งขนาดใหญ่ขึ้นและแข่งขันกันมากขึ้น จีนยังคงเป็นตลาดที่ขาดไม่ได้ แต่สัดส่วนที่ลดลงและความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแรงทำให้ความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติมีน้ำหนักมากกว่าเดิม
การกลับมานำตลาด BEV ของ BYD การเติบโต 25% ของ Tesla ที่ยังไม่เพียงพอต่อการครองอันดับหนึ่ง การขึ้นมาของ Leapmotor การฟื้นตัวของ Toyota และการหลุดจาก 10 อันดับแรกของ Volkswagen ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ชนะในระยะต่อไปจะต้องมีมากกว่ารถยนต์ที่ขายดี พวกเขาต้องผสานผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ การควบคุมราคา การส่งออก เครือข่ายจัดจำหน่าย และความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วในหลายตลาดเข้าด้วยกัน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก
ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV แม้ยอดส่งมอบยังต่ำกว่าปีก่อน ส่วน Tesla เติบโต 25% แต่รั้งอันดับสอง ขณะที่ Leapmotor และ Toyota ขยับขึ้น และ Volkswagen หลุดจาก 10 อันดับแรก
แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสาม สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการปรับตัวตามกฎการค้ากำลังมีความสำคัญไม่แพ้ความได้เปรียบจากการบุกตลาดก่อน
ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV แม้ยอดส่งมอบยังต่ำกว่าปีก่อน ส่วน Tesla เติบโต 25% แต่รั้ง...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did the global electric-vehicle market develop in the second quarter of 2026, including the 10.4% year-over-year increase to 5.37 millio. Article summary: The Q2 2026 EV market was still expanding, but its competitive center shifted outward from China: global NEV sales reached 5.37 million, up 10.4% year over year, while electrified powertrains—including hybrids—captured a. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกยังขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 ปี 2026 แต่โครงสร้างการแข่งขันเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน TrendForce ระบุว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ซึ่งรวมรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง แตะ 5.37 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 10.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากนับรวมรถไฮบริดทั่วไปด้วย รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทั้ง 4 ประเภทคิดเป็น 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 38
จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระจายตัวของตลาด จีนยังเป็นแหล่งความต้องการ NEV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สัดส่วนตลาดโลกลดลงจาก 66% เหลือ 56% เมื่อแรงส่งของตลาดภายในประเทศชะลอตัว ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจีนหันพึ่งพาการส่งออกมากขึ้น ทำให้ยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดอื่น ๆ มีบทบาทต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมมากกว่าเดิม 34
TrendForce คาดว่ายอดขาย NEV ทั่วโลกตลอดปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 23.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน 36 แม้ยังเป็นการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ชะลอลงจากปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
46
การที่จีนมีสัดส่วนลดลงไม่ได้หมายความว่าจีนหมดความสำคัญ เพราะจีนยังเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม เพียงแต่การแข่งขันระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จในตลาดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอีกแล้ว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการขาย จัดจำหน่าย และดูแลรถยนต์ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน
ทั้งนี้ ตัวเลข 5.37 ล้านคันหมายถึง NEV ซึ่งรวม BEV, PHEV และรถเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนตัวเลข 33.2% รวมรถไฮบริดทั่วไปด้วย จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมาใช้แทนกัน 38
BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV ทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2026 แซงหน้า Tesla แม้ยอดส่งมอบของ BYD ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายทั่วโลกของ Tesla เพิ่มขึ้น 25% แต่ยังไม่มากพอที่จะรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้ 38
ข้อมูลการส่งมอบจากอีกแหล่งหนึ่งระบุว่า BYD ขายรถยนต์นั่ง BEV ได้ 557,090 คันในไตรมาสดังกล่าว เทียบกับ Tesla ที่ส่งมอบ 480,126 คัน 53 ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเติบโต” กับ “การเป็นผู้นำ” เพราะ Tesla เติบโตได้ดี แต่ BYD มีผลิตภัณฑ์และฐานตลาดที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า
อันดับอื่น ๆ ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังแข่งขันกันเข้มข้นขึ้น
กรณีของ Volkswagen ควรถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนเรื่องการลงมือทำ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าแผนเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าล้มเหลว แบรนด์ที่มีขนาดใหญ่และลงทุนในแพลตฟอร์มไฟฟ้ามาตั้งแต่ต้นไม่ได้รับประกันว่าจะเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติ ผู้ผลิตยังต้องมีรถที่แข่งขันได้ในหลายระดับราคาและหลายเซกเมนต์ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ พัฒนาซอฟต์แวร์และบริการให้เชื่อถือได้ รวมถึงมีช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะกับแต่ละภูมิภาค
ผลงานของ BYD แสดงให้เห็นว่าเหตุใดการส่งออกจึงมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อการแข่งขันในตลาดจีนภายในประเทศเริ่มยากขึ้น ในเดือนมิถุนายน BYD ขาย NEV ทั่วโลกได้ 403,472 คัน โดยยอดขายในจีนอยู่ที่ 228,123 คัน ลดลง 22% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขายในต่างประเทศทำสถิติสูงสุดที่ 175,349 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 95% เมื่อเทียบเป็นรายปี 20
ในเดือนเดียวกัน BYD ยังส่งออกรถยนต์นั่ง NEV จากจีน 170,897 คัน คิดเป็น 34.2% ของการส่งออกรถยนต์นั่ง NEV จากจีนทั้งหมด 19 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอุปสงค์จากต่างประเทศช่วยชดเชยแรงกดดันจากตลาดภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากการส่งออกทำให้รูปแบบการดำเนินงานซับซ้อนขึ้น รถยนต์ต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบและความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ นอกจากนั้นยังต้องมีความพร้อมด้านการขนส่ง การเงิน เครือข่ายบริการ อะไหล่ และตัวแทนจำหน่าย รถที่ขายดีในประเทศบ้านเกิดจึงไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จในต่างประเทศโดยอัตโนมัติ ผู้ผลิตต้องสร้างโครงสร้างธุรกิจรองรับผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน
ยุโรปเป็นตัวอย่างชัดเจนว่ากฎระเบียบสามารถเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันลงทั้งหมด แบรนด์จีนมีสัดส่วน 28.3% ของตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ตามข้อมูลของ Dataforce ที่ The Next Web อ้างถึง ขณะที่มาตรการภาษีตอบโต้การอุดหนุนของสหภาพยุโรปในเวลานั้นใช้กับ BEV ที่ผลิตในจีน แต่ยังไม่ครอบคลุม PHEV 11
ภายในเดือนกรกฎาคม แบรนด์จีนมีสัดส่วน 34% ของยอดขาย PHEV ในยุโรป และรถจาก BYD รวมถึงผู้ผลิตจีนรายอื่น ๆ ครองหลายตำแหน่งในตารางรุ่นขายดีประจำเดือน 2
ข้อมูลตลาดยุโรปในภาพรวมให้ภาพที่ซับซ้อนกว่าเดิม รถ BEV ที่ผลิตในจีนคิดเป็น 17% ของตลาด BEV ในสหภาพยุโรปในไตรมาส 1 ปี 2026 ลดลงจากจุดสูงสุด 22% ในปี 2024 หลังมีการบังคับใช้ภาษี แต่การวิเคราะห์เดียวกันพบว่าผู้ผลิตจีนยังขยายธุรกิจโดยรวมต่อเนื่อง โดยอัตราภาษีที่แตกต่างกันส่งผลต่อแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน 3
ข้อมูลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าภาษีไม่มีประสิทธิภาพ ภาษีช่วยลดสัดส่วน BEV ที่ผลิตในจีนได้จริง แต่ผู้ผลิตก็ปรับตัวผ่านการตั้งราคา การเปลี่ยนสัดส่วนรุ่นรถ และการขยาย PHEV ผลลัพธ์คือโลกยานยนต์ที่นโยบายการค้า ประเภทระบบขับเคลื่อน และสถานที่ผลิต เชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ผลประกอบการไตรมาส 2 ชี้ว่าความสามารถ 4 ด้านกำลังมีความสำคัญมากกว่าความได้เปรียบจากการเข้าสู่ตลาดก่อนเพียงอย่างเดียว
ตลาด NEV ในไตรมาส 2 ปี 2026 จึงมีทั้งขนาดใหญ่ขึ้นและแข่งขันกันมากขึ้น จีนยังคงเป็นตลาดที่ขาดไม่ได้ แต่สัดส่วนที่ลดลงและความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแรงทำให้ความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติมีน้ำหนักมากกว่าเดิม
การกลับมานำตลาด BEV ของ BYD การเติบโต 25% ของ Tesla ที่ยังไม่เพียงพอต่อการครองอันดับหนึ่ง การขึ้นมาของ Leapmotor การฟื้นตัวของ Toyota และการหลุดจาก 10 อันดับแรกของ Volkswagen ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ชนะในระยะต่อไปจะต้องมีมากกว่ารถยนต์ที่ขายดี พวกเขาต้องผสานผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ การควบคุมราคา การส่งออก เครือข่ายจัดจำหน่าย และความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วในหลายตลาดเข้าด้วยกัน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก
ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ทั่วโลกแตะ 5.37 ล้านคันในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ารวมรถไฮบริดคิดเป็นสถิติสูงสุด 33.2% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก BYD กลับขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ BEV แม้ยอดส่งมอบยังต่ำกว่าปีก่อน ส่วน Tesla เติบโต 25% แต่รั้งอันดับสอง ขณะที่ Leapmotor และ Toyota ขยับขึ้น และ Volkswagen หลุดจาก 10 อันดับแรก
แบรนด์จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งในสาม สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการปรับตัวตามกฎการค้ากำลังมีความสำคัญไม่แพ้ความได้เปรียบจากการบุกตลาดก่อน