ในเวทีพหุภาคีอย่าง APEC การพบกันอย่างไม่เป็นทางการเช่นนี้มักใช้เป็น “การทดสอบบรรยากาศทางการทูต” ว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมกลับมาพูดคุยกันมากขึ้นหรือไม่
ความขัดแย้งเริ่มขึ้นหลังจาก ซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวถึงสถานการณ์สมมุติว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว
ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้จีนตอบโต้ทันที เนื่องจากปักกิ่งมองว่าไต้หวันเป็นประเด็นอธิปไตยที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง และไม่ต้องการให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซง
ประเด็นไต้หวันถือเป็นหนึ่งในความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออก และคำพูดของผู้นำต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการตอบโต้ทางทหารมักกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางการทูตจากจีนอย่างรวดเร็ว
หลังจากเกิดข้อพิพาท จีนได้ใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อญี่ปุ่นหลายรูปแบบ รายงานระบุว่ามาตรการเหล่านี้รวมถึง
แร่หายากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะถูกใช้ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีด้านกลาโหม ขณะที่จีนเป็นผู้ผลิตหลักของโลก การจำกัดการส่งออกจึงสามารถสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อประเทศคู่ค้าได้
การประชุมรัฐมนตรีการค้าของ APEC (Asia‑Pacific Economic Cooperation) ที่ซูโจวรวบรวมตัวแทนจากเศรษฐกิจสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือทางการค้า ความไม่สมดุลทางการค้า และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในช่วงเศรษฐกิจโลกผันผวน
การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจส่งรัฐมนตรีระดับคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมที่จีนเป็นเจ้าภาพ จึงมีนัยทางการทูต เพราะแสดงให้เห็นว่าโตเกียวยังพร้อมเข้าร่วมเวทีพหุภาคีกับจีน แม้ความสัมพันธ์ทวิภาคียังไม่คลี่คลาย
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะยุติลงในเร็ววัน เนื่องจากไม่มีการประชุมทวิภาคีอย่างเป็นทางการ และไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาการพูดคุยระหว่างรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ในโลกการทูต การสนทนาเพียงไม่กี่นาทีก็อาจมีความหมายได้ เหตุการณ์ที่ซูโจวสะท้อนว่าช่องทางการสื่อสารระหว่างญี่ปุ่นและจีนยังไม่ถูกปิด และทั้งสองฝ่ายอาจกำลังค่อย ๆ สำรวจโอกาสในการฟื้นการเจรจา แม้ความเห็นต่างทางการเมืองจะยังคงอยู่
สำหรับตอนนี้ การพบกันครั้งนี้อาจไม่ใช่ “จุดเปลี่ยน” ของความสัมพันธ์ญี่ปุ่น–จีน แต่เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่บ่งชี้ว่าการคลายความตึงเครียดในอนาคตยังเป็นไปได้
Comments
0 comments