ต่อมา หุ้น Samsung ปิดที่ 271,000 วอน เพิ่มขึ้น 9.49% ในข้อมูลตลาดที่อ้างถึง อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าการประกาศขึ้นราคาโรงงานผลิตชิปเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของการปรับขึ้นดังกล่าว ปัจจัยอื่นที่ถูกรายงานในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ ความคาดหวังเรื่องนโยบายคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม
โรงงาน foundry คือผู้รับจ้างผลิตชิปตามแบบที่บริษัทอื่นออกแบบไว้ อำนาจในการกำหนดราคาของโรงงานจึงขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะหาผู้ผลิตรายอื่นที่มีเทคโนโลยี กระบวนการผลิต กำลังการผลิต คุณภาพผลผลิต และกำหนดส่งมอบใกล้เคียงกันได้ยากเพียงใด
การขึ้นราคาของ Samsung สะท้อนว่า อย่างน้อยลูกค้าบางรายยอมจ่ายแพงขึ้นแทนการเสี่ยงเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงกำลังผลิต หากต้องเปลี่ยนโรงงาน ออกแบบชิปใหม่ หรือเลื่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ต้นทุนและเวลาที่เสียไปอาจสูงกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น
ผลทางเศรษฐกิจจึงอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ด้าน
ขนาดของการขึ้นราคาอาจสำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า Samsung สามารถเรียกเก็บราคาใหม่กับคำสั่งซื้อได้ ในตลาดที่อ่อนแอ ลูกค้ามักมีอำนาจต่อรองมากกว่าและอาจกดราคา หรือย้ายการผลิตไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้ แต่สถานการณ์ที่รายงานออกมากลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือกำลังผลิตมีค่ามากพอที่ Samsung จะเรียกเก็บเงินเพิ่มได้
ชิปเร่งการประมวลผล AI ต้องใช้ชิปตรรกะที่ผลิตด้วยกระบวนการขั้นสูง ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังต้องใช้หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และศูนย์ข้อมูลจำนวนมากขึ้นด้วย
เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ห่วงโซ่อุปทานจึงไม่ได้ติดขัดอยู่ที่ชิ้นส่วนเดียว แต่อาจเกิดคอขวดต่อเนื่องหลายจุดตั้งแต่การผลิตเวเฟอร์ไปจนถึงการแพ็กเกจและการจัดหาพลังงาน
แนวโน้มทางการเงินของ TSMC เป็นภาพสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดนี้ บริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ที่ 39,000–40,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 30,100 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน หลังรายงานว่ากำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 58% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 572,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ต่อมา Reuters รายงานว่านักวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 ของ TSMC จะเพิ่มขึ้น 59% เป็น 632,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
TSMC ยังรายงานรายได้เดือนกรกฎาคมที่ 467,580 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 44.7% จากปีก่อน และคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 ที่ 44,600–45,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระบวนการผลิตขั้นสูงทุกระดับถูกจองเต็มทั้งหมด แต่สอดคล้องกับตลาดที่ความต้องการจาก AI กำลังส่งแรงหนุนเชิงพาณิชย์อย่างมากให้แก่โรงงานผลิตชิปรายใหญ่
เมื่อลูกค้าไม่สามารถได้กำลังผลิตตามต้องการจากผู้ให้บริการอันดับแรก ทางเลือกที่เหลือคือย้ายไปยัง foundry อื่น ออกแบบชิปใหม่ เลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับความแน่นอนในการส่งมอบ
สองทางเลือกแรกต้องใช้เวลาอย่างมาก จึงทำให้การจ่ายราคาเวเฟอร์สูงขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่าในระยะสั้น นี่เปิดโอกาสให้ Samsung แม้บริษัทยังคงเป็นผู้ท้าชิง TSMC ในตลาด foundry ขั้นสูง แต่ก็สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองได้เมื่อลูกค้าต้องการแหล่งผลิตสำรอง
การปรับราคาที่ครอบคลุมทั้ง SF4, SF5 และ 8 นาโนเมตรยังชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์เพียงสายเดียว
ลูกค้าในจีนอาจมีแรงจูงใจเพิ่มเติมในการจองกำลังผลิตที่เข้าถึงได้ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ได้ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีส่วนทำให้ราคาของ Samsung เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับแรงหนุนจากความต้องการชิป AI โดยรวม
ตลาดไม่ได้ประเมินเพียงรายได้จากการขึ้นราคา 10% หรือ 15% เท่านั้น นักลงทุนอาจมองว่าการปรับราคาคือหลักฐานว่า Samsung Foundry กำลังเปลี่ยนจากช่วงที่มีอำนาจต่อรองต่ำ ไปสู่ภาวะอุปสงค์และอุปทานที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตมากขึ้น
ราคาที่สูงขึ้นอาจช่วยปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจที่พยายามเปลี่ยนกำลังผลิตขั้นสูงให้เป็นกำไรอย่างสม่ำเสมอมาหลายปี อีกทั้งยังเพิ่มมูลค่าให้กับการฟื้นตัวของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมของ Samsung
รายงานเดือนกรกฎาคมฉบับหนึ่งระบุว่า Samsung ทำกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2026 ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 89.49 ล้านล้านวอน และคาดว่ารายได้ HBM4 จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในไตรมาส 3
แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมของ Samsung ไม่ใช่หลักฐานว่าหน่วย foundry เป็นผู้สร้างกำไรดังกล่าวโดยลำพัง หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่รองรับข้อกล่าวอ้างที่เฉพาะเจาะจงว่า Samsung Foundry เปลี่ยนจากการขาดทุนรายปีตั้งแต่ปี 2022 มาเป็นกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะธุรกิจหน่วยความจำ foundry และธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์อื่น ๆ มีลูกค้า โครงสร้างต้นทุน และวัฏจักรที่ไม่เหมือนกัน
เวเฟอร์จาก foundry เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนระบบ AI แต่หากต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์ของทั้งห่วงโซ่
ผู้ผลิตชิปอาจส่งต่อต้นทุนบางส่วนไปยังผู้ให้บริการคลาวด์หรือลูกค้า บริษัทคลาวด์อาจเลือกขึ้นราคา ยอมรับมาร์จิ้นฮาร์ดแวร์ที่ลดลง พัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้ชิปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือยืดระยะเวลาคิดค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ราคาแพง
ฝั่งผู้พัฒนา AI ก็อาจปรับแต่งโมเดลและกระบวนการประมวลผลคำตอบ หรือ inference เพื่อลดจำนวนชิปที่ต้องใช้ ดังนั้น ผลกระทบในทันทีอาจไม่ใช่การขึ้นราคา AI แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ถ้าราคาชิปสูงขึ้นพร้อมกับต้นทุนหน่วยความจำ บรรจุภัณฑ์ เครือข่าย พลังงาน และศูนย์ข้อมูล ค่าใช้จ่ายทั้งการสร้างคลัสเตอร์สำหรับฝึกโมเดลและการให้บริการ inference ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เมื่อกำลังผลิตมีจำกัด ลูกค้าอาจส่งคำสั่งซื้อซ้ำซ้อนหรือสั่งเผื่อความเสี่ยง พฤติกรรมนี้ทำให้ความต้องการดูแข็งแกร่งในระยะสั้น แต่คำสั่งซื้อบางส่วนอาจถูกเลื่อนหรือยกเลิก หากกำหนดการนำ AI ไปใช้งานเปลี่ยนไป อุปทานเพิ่มขึ้น หรือความต้องการในตลาดปลายทางลดลง
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า bullwhip effect ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งหมายถึงการที่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของความต้องการปลายทางขยายตัวเป็นความผันผวนของคำสั่งซื้อที่ใหญ่ขึ้น เมื่อบริษัทต่าง ๆ เร่งสะสมสินค้าคงคลัง ก่อนจะลดคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็วในภายหลัง
หากเกิดการกลับทิศ ราคาชิปและอัตราการใช้กำลังผลิตอาจลดลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจะลามไปถึง foundry ผู้ผลิตหน่วยความจำ นักออกแบบชิป AI และนักลงทุน
ดังนั้น การขึ้นราคาของ Samsung เป็นหลักฐานเชิงบวกว่ากำลังผลิตในปัจจุบันมีจำกัด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดชิป AI จะขาดแคลนอย่างถาวร นักลงทุนยังต้องติดตามปริมาณคำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้ว อัตราการใช้กำลังผลิต อัตราผลผลิตจากโรงงาน ราคาหน่วยความจำ และระดับสินค้าคงคลังของลูกค้า แทนที่จะมองการขึ้นราคาเพียงครั้งเดียวว่าเป็นหลักฐานของการพลิกฟื้นอย่างสมบูรณ์
การปรับขึ้นราคาของ Samsung ในเดือนกรกฎาคมแสดงให้เห็นว่า กำลังผลิต foundry ขั้นสูงมีมูลค่าสูงพอที่บริษัทจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าใหม่บางรายเพิ่มขึ้นได้ สิ่งนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ อัตราการใช้โรงงาน และมาร์จิ้นที่คาดหวังของ Samsung Foundry พร้อมเป็นเหตุผลให้นักลงทุนปรับมุมมองต่อธุรกิจ
แต่หลักฐานยังไม่รองรับการสรุปแบบตรงไปตรงมาว่า การขึ้นราคาเพียงอย่างเดียวทำให้หุ้น Samsung พุ่งไปปิดที่ 271,000 วอน เพิ่มขึ้น 9.49% ข้อสรุปที่แข็งแรงกว่าคือ ความต้องการจาก AI กำลังทำให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์มีอำนาจต่อรองด้านราคาอย่างผิดปกติในเวลานี้ ขณะเดียวกัน การสั่งซื้อเผื่อความเสี่ยงก็อาจทำให้วัฏจักรเดียวกันพลิกจากภาวะขาดแคลนไปสู่สินค้าคงคลังส่วนเกินและความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้นที่รุนแรงขึ้นได้
ต่อมา หุ้น Samsung ปิดที่ 271,000 วอน เพิ่มขึ้น 9.49% ในข้อมูลตลาดที่อ้างถึง อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าการประกาศขึ้นราคาโรงงานผลิตชิปเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของการปรับขึ้นดังกล่าว ปัจจัยอื่นที่ถูกรายงานในช่วงเวลาเดียวกัน ได้แก่ ความคาดหวังเรื่องนโยบายคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม
โรงงาน foundry คือผู้รับจ้างผลิตชิปตามแบบที่บริษัทอื่นออกแบบไว้ อำนาจในการกำหนดราคาของโรงงานจึงขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะหาผู้ผลิตรายอื่นที่มีเทคโนโลยี กระบวนการผลิต กำลังการผลิต คุณภาพผลผลิต และกำหนดส่งมอบใกล้เคียงกันได้ยากเพียงใด
การขึ้นราคาของ Samsung สะท้อนว่า อย่างน้อยลูกค้าบางรายยอมจ่ายแพงขึ้นแทนการเสี่ยงเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงกำลังผลิต หากต้องเปลี่ยนโรงงาน ออกแบบชิปใหม่ หรือเลื่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ต้นทุนและเวลาที่เสียไปอาจสูงกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น
ผลทางเศรษฐกิจจึงอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ด้าน
ขนาดของการขึ้นราคาอาจสำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า Samsung สามารถเรียกเก็บราคาใหม่กับคำสั่งซื้อได้ ในตลาดที่อ่อนแอ ลูกค้ามักมีอำนาจต่อรองมากกว่าและอาจกดราคา หรือย้ายการผลิตไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้ แต่สถานการณ์ที่รายงานออกมากลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือกำลังผลิตมีค่ามากพอที่ Samsung จะเรียกเก็บเงินเพิ่มได้
ชิปเร่งการประมวลผล AI ต้องใช้ชิปตรรกะที่ผลิตด้วยกระบวนการขั้นสูง ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังต้องใช้หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และศูนย์ข้อมูลจำนวนมากขึ้นด้วย
เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ห่วงโซ่อุปทานจึงไม่ได้ติดขัดอยู่ที่ชิ้นส่วนเดียว แต่อาจเกิดคอขวดต่อเนื่องหลายจุดตั้งแต่การผลิตเวเฟอร์ไปจนถึงการแพ็กเกจและการจัดหาพลังงาน
แนวโน้มทางการเงินของ TSMC เป็นภาพสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดนี้ บริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ที่ 39,000–40,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 30,100 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน หลังรายงานว่ากำไรไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 58% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 572,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ต่อมา Reuters รายงานว่านักวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 ของ TSMC จะเพิ่มขึ้น 59% เป็น 632,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
TSMC ยังรายงานรายได้เดือนกรกฎาคมที่ 467,580 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 44.7% จากปีก่อน และคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 ที่ 44,600–45,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระบวนการผลิตขั้นสูงทุกระดับถูกจองเต็มทั้งหมด แต่สอดคล้องกับตลาดที่ความต้องการจาก AI กำลังส่งแรงหนุนเชิงพาณิชย์อย่างมากให้แก่โรงงานผลิตชิปรายใหญ่
เมื่อลูกค้าไม่สามารถได้กำลังผลิตตามต้องการจากผู้ให้บริการอันดับแรก ทางเลือกที่เหลือคือย้ายไปยัง foundry อื่น ออกแบบชิปใหม่ เลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับความแน่นอนในการส่งมอบ
สองทางเลือกแรกต้องใช้เวลาอย่างมาก จึงทำให้การจ่ายราคาเวเฟอร์สูงขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่าในระยะสั้น นี่เปิดโอกาสให้ Samsung แม้บริษัทยังคงเป็นผู้ท้าชิง TSMC ในตลาด foundry ขั้นสูง แต่ก็สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองได้เมื่อลูกค้าต้องการแหล่งผลิตสำรอง
การปรับราคาที่ครอบคลุมทั้ง SF4, SF5 และ 8 นาโนเมตรยังชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์เพียงสายเดียว
ลูกค้าในจีนอาจมีแรงจูงใจเพิ่มเติมในการจองกำลังผลิตที่เข้าถึงได้ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ได้ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีส่วนทำให้ราคาของ Samsung เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับแรงหนุนจากความต้องการชิป AI โดยรวม
ตลาดไม่ได้ประเมินเพียงรายได้จากการขึ้นราคา 10% หรือ 15% เท่านั้น นักลงทุนอาจมองว่าการปรับราคาคือหลักฐานว่า Samsung Foundry กำลังเปลี่ยนจากช่วงที่มีอำนาจต่อรองต่ำ ไปสู่ภาวะอุปสงค์และอุปทานที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตมากขึ้น
ราคาที่สูงขึ้นอาจช่วยปรับปรุงเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจที่พยายามเปลี่ยนกำลังผลิตขั้นสูงให้เป็นกำไรอย่างสม่ำเสมอมาหลายปี อีกทั้งยังเพิ่มมูลค่าให้กับการฟื้นตัวของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมของ Samsung
รายงานเดือนกรกฎาคมฉบับหนึ่งระบุว่า Samsung ทำกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2026 ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 89.49 ล้านล้านวอน และคาดว่ารายได้ HBM4 จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าในไตรมาส 3
แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์โดยรวมของ Samsung ไม่ใช่หลักฐานว่าหน่วย foundry เป็นผู้สร้างกำไรดังกล่าวโดยลำพัง หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่รองรับข้อกล่าวอ้างที่เฉพาะเจาะจงว่า Samsung Foundry เปลี่ยนจากการขาดทุนรายปีตั้งแต่ปี 2022 มาเป็นกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะธุรกิจหน่วยความจำ foundry และธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์อื่น ๆ มีลูกค้า โครงสร้างต้นทุน และวัฏจักรที่ไม่เหมือนกัน
เวเฟอร์จาก foundry เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนระบบ AI แต่หากต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์ของทั้งห่วงโซ่
ผู้ผลิตชิปอาจส่งต่อต้นทุนบางส่วนไปยังผู้ให้บริการคลาวด์หรือลูกค้า บริษัทคลาวด์อาจเลือกขึ้นราคา ยอมรับมาร์จิ้นฮาร์ดแวร์ที่ลดลง พัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้ชิปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือยืดระยะเวลาคิดค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ราคาแพง
ฝั่งผู้พัฒนา AI ก็อาจปรับแต่งโมเดลและกระบวนการประมวลผลคำตอบ หรือ inference เพื่อลดจำนวนชิปที่ต้องใช้ ดังนั้น ผลกระทบในทันทีอาจไม่ใช่การขึ้นราคา AI แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ถ้าราคาชิปสูงขึ้นพร้อมกับต้นทุนหน่วยความจำ บรรจุภัณฑ์ เครือข่าย พลังงาน และศูนย์ข้อมูล ค่าใช้จ่ายทั้งการสร้างคลัสเตอร์สำหรับฝึกโมเดลและการให้บริการ inference ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เมื่อกำลังผลิตมีจำกัด ลูกค้าอาจส่งคำสั่งซื้อซ้ำซ้อนหรือสั่งเผื่อความเสี่ยง พฤติกรรมนี้ทำให้ความต้องการดูแข็งแกร่งในระยะสั้น แต่คำสั่งซื้อบางส่วนอาจถูกเลื่อนหรือยกเลิก หากกำหนดการนำ AI ไปใช้งานเปลี่ยนไป อุปทานเพิ่มขึ้น หรือความต้องการในตลาดปลายทางลดลง
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า bullwhip effect ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งหมายถึงการที่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของความต้องการปลายทางขยายตัวเป็นความผันผวนของคำสั่งซื้อที่ใหญ่ขึ้น เมื่อบริษัทต่าง ๆ เร่งสะสมสินค้าคงคลัง ก่อนจะลดคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็วในภายหลัง
หากเกิดการกลับทิศ ราคาชิปและอัตราการใช้กำลังผลิตอาจลดลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจะลามไปถึง foundry ผู้ผลิตหน่วยความจำ นักออกแบบชิป AI และนักลงทุน
ดังนั้น การขึ้นราคาของ Samsung เป็นหลักฐานเชิงบวกว่ากำลังผลิตในปัจจุบันมีจำกัด แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าตลาดชิป AI จะขาดแคลนอย่างถาวร นักลงทุนยังต้องติดตามปริมาณคำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้ว อัตราการใช้กำลังผลิต อัตราผลผลิตจากโรงงาน ราคาหน่วยความจำ และระดับสินค้าคงคลังของลูกค้า แทนที่จะมองการขึ้นราคาเพียงครั้งเดียวว่าเป็นหลักฐานของการพลิกฟื้นอย่างสมบูรณ์
การปรับขึ้นราคาของ Samsung ในเดือนกรกฎาคมแสดงให้เห็นว่า กำลังผลิต foundry ขั้นสูงมีมูลค่าสูงพอที่บริษัทจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าใหม่บางรายเพิ่มขึ้นได้ สิ่งนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ อัตราการใช้โรงงาน และมาร์จิ้นที่คาดหวังของ Samsung Foundry พร้อมเป็นเหตุผลให้นักลงทุนปรับมุมมองต่อธุรกิจ
แต่หลักฐานยังไม่รองรับการสรุปแบบตรงไปตรงมาว่า การขึ้นราคาเพียงอย่างเดียวทำให้หุ้น Samsung พุ่งไปปิดที่ 271,000 วอน เพิ่มขึ้น 9.49% ข้อสรุปที่แข็งแรงกว่าคือ ความต้องการจาก AI กำลังทำให้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์มีอำนาจต่อรองด้านราคาอย่างผิดปกติในเวลานี้ ขณะเดียวกัน การสั่งซื้อเผื่อความเสี่ยงก็อาจทำให้วัฏจักรเดียวกันพลิกจากภาวะขาดแคลนไปสู่สินค้าคงคลังส่วนเกินและความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้นที่รุนแรงขึ้นได้