ไตรมาส 1 ปี 2026 ตลาดสมาร์ตโฟนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดส่งมอบลดลง 9% เหลือ 21.6 ล้านเครื่อง แต่ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องเพิ่มขึ้น 19% เป็นสถิติใหม่ที่ 349 ดอลลาร์ [6][20] แม้ยอดขายลดลง แต่รายได้รวมของตลาดยังเพิ่มขึ้นราว 8% เพราะราคาสมาร์ตโฟนสูงขึ้นจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น [9] ความต้องการชิป DRAM และ NAND จากศูน...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did rising memory chip costs driven by AI-related demand affect Southeast Asia’s smartphone market in Q1 2026, including the 9% shipment. Article summary: Rising DRAM/NAND costs, linked to AI-driven memory demand and shortages, pushed Southeast Asian smartphone vendors to raise prices and prioritize margins over volume in Q1 2026. The result was a “fewer units, higher valu. Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Tech Wire Asia is part of the TechForge Publications series. # Memory chip shortage threatens Asia’s smartphone affordability as prices set to surge. The memory chip shortage is po" source context "Memory chip shortage to push smartphone prices up 7% in Asia" Reference image 2: visual subject "Tech Wire Asia is part of the TechF
ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแส ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนทั่วโลก และผลกระทบเริ่มเห็นชัดในตลาด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ต้นปี 2026
ในไตรมาสแรกของปี ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนหลายแบรนด์ต้องเผชิญต้นทุน DRAM และ NAND ที่พุ่งสูง ทำให้หลายบริษัทตัดสินใจ ขึ้นราคาสินค้าและเน้นกำไรต่อเครื่องมากกว่าการเพิ่มยอดขาย
ผลลัพธ์คือปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ขายน้อยลง แต่มีมูลค่าตลาดสูงขึ้น”
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Omdia ระบุว่า ตลาดสมาร์ตโฟนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มียอดส่งมอบลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาส 1 ปี 2026 เหลือ 21.6 ล้านเครื่อง
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดกลับไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็น ราคาเฉลี่ยต่อเครื่อง (Average Selling Price: ASP) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก
การเพิ่มขึ้นนี้เกิดจากต้นทุนส่วนประกอบสำคัญ โดยเฉพาะ หน่วยความจำ DRAM และ NAND ที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาขายตาม
แม้จำนวนเครื่องที่ขายจะลดลง แต่ มูลค่าตลาดรวมยังเพิ่มขึ้นประมาณ 8% เพราะราคาที่สูงขึ้นชดเชยจำนวนเครื่องที่ลดลง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ผู้บริโภค อ่อนไหวต่อราคา มากที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้ สมาร์ตโฟนจำนวนมากในตลาดมีราคา ต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้การเพิ่มต้นทุนเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อความต้องการทันที
เมื่อผู้ผลิตเริ่มผลักต้นทุนไปยังผู้บริโภค
ปรากฏการณ์นี้ทำให้บางตลาด เช่น เวียดนามและมาเลเซีย เห็นยอดขายลดลงอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคชะลอการซื้อหรือขยับไปใช้รุ่นที่แพงขึ้นแต่ซื้อช้าลง
ในมุมของผู้ผลิต กลยุทธ์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน หลายแบรนด์เลือก ลดการพึ่งพารุ่นราคาถูกที่มีกำไรต่ำ และหันไปผลักดันรุ่นระดับกลางหรือเรือธงแทน
แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในจีนแผ่นดินใหญ่ ตลาดสมาร์ตโฟนก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน โดย Omdia รายงานว่า
ราคาที่สูงขึ้นจึงกดดันความต้องการของผู้บริโภค แม้การแข่งขันของแบรนด์ใหญ่ยังคงเข้มข้น
ต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ความต้องการ หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI และศูนย์ข้อมูล เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก
นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุว่า ตลาด DRAM กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นครั้งใหญ่จากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้ ความต้องการเติบโตเร็วกว่ากำลังผลิต
ผลคือราคาหน่วยความจำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว
เนื่องจากหน่วยความจำเป็นส่วนประกอบหลักของสมาร์ตโฟนแทบทุกเครื่อง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจึงถูกส่งต่อไปยังราคาขายปลีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในระดับโลก อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนยังคงเติบโตเล็กน้อยในช่วงต้นปี
Omdia ประเมินว่า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการเติบโตนี้อาจไม่ได้สะท้อนความต้องการจริงทั้งหมด
ผู้ผลิตหลายราย เร่งส่งสินค้าเข้าช่องทางจำหน่ายล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนชิ้นส่วนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ดังนั้นตัวเลขในไตรมาสแรกอาจดูแข็งแกร่งกว่าความต้องการจริงของผู้บริโภค
มองไปข้างหน้า Omdia คาดว่าผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำ
ภายใต้สมมติฐานราคาหน่วยความจำในไตรมาสแรก บริษัทวิจัยคาดว่า
เพื่อตอบรับกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตมีแนวโน้มจะ
หากอุปทานหน่วยความจำดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แรงกดดันด้านราคาก็อาจเริ่มคลี่คลาย แต่ตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังดูดซับกำลังผลิต DRAM และ NAND จำนวนมาก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค—including สมาร์ตโฟน—ก็ยังต้องแข่งขันแย่งชิปเหล่านี้ต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2026 อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน
ผู้ผลิตเริ่มให้ความสำคัญกับ กำไรต่อเครื่องมากกว่าปริมาณยอดขาย ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้ม
สำหรับภูมิภาคที่อ่อนไหวต่อราคาอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจกำหนดทิศทางความต้องการสมาร์ตโฟนไปอีกหลายปีหลังจากนี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ไตรมาส 1 ปี 2026 ตลาดสมาร์ตโฟนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดส่งมอบลดลง 9% เหลือ 21.6 ล้านเครื่อง แต่ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องเพิ่มขึ้น 19% เป็นสถิติใหม่ที่ 349 ดอลลาร์ [6][20]
ไตรมาส 1 ปี 2026 ตลาดสมาร์ตโฟนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดส่งมอบลดลง 9% เหลือ 21.6 ล้านเครื่อง แต่ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องเพิ่มขึ้น 19% เป็นสถิติใหม่ที่ 349 ดอลลาร์ [6][20] แม้ยอดขายลดลง แต่รายได้รวมของตลาดยังเพิ่มขึ้นราว 8% เพราะราคาสมาร์ตโฟนสูงขึ้นจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น [9]
ความต้องการชิป DRAM และ NAND จากศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ราคาเมมโมรีพุ่งสูง ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทั่วโลกต้องขึ้นราคาและปรับกลยุทธ์ตลาด [3][28]