Van der Voort เองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวัฒนธรรมนี้ ด้วยการเปิดเผยว่าเขารันระบบช่วยเขียนโค้ด AI อย่าง Claude หลายตัวพร้อมกันเพื่อเร่งการพัฒนา และย้ำว่าบริษัทกำลังสร้างรายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มทีม แม้คำกล่าวอ้างที่ว่าโค้ดกว่า 85% ของ Remote ถูกสร้างโดยมี AI ช่วย จะไม่พบในรายงานที่มา แต่แนวทางการทำงานของซีอีโอก็สะท้อนให้เห็นชัดว่าวัฒนธรรมการเขียนโค้ดด้วย AI ได้ฝังลึกลงใน DNA ขององค์กร
เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ประโยชน์จาก AI ได้ดียิ่งขึ้น Remote จึงสร้างทีมวิศวกรที่เรียกว่า "Forward-Deployed Engineers" ซึ่งจะเข้าไปทำงานร่วมกับองค์กรลูกค้าโดยตรง เพื่อสร้างและปรับใช้ระบบเวิร์กโฟลว์ AI แบบเฉพาะทาง เป้าหมายคือการช่วยให้ลูกค้าจำลองผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นของ Remote ภายในองค์กรของตนเองได้
นี่คือนวัตกรรมที่สำคัญที่สุด Remote ได้เปิดตัวโปรโตคอลที่ชื่อว่า Remote MCP (Model Context Protocol) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อม AI Agent ใด ๆ ก็ตามเข้ากับข้อมูลสดด้าน Payroll, สัญญาจ้าง, การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และโครงสร้างองค์กรได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้ API Key, การส่งออกข้อมูล หรือการเชื่อมต่อแบบกำหนดเองใด ๆ นี่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของ Remote ให้ AI สามารถโต้ตอบได้โดยตรง ไม่ใช่แค่ผ่านหน้าจอผู้ใช้งานอีกต่อไป
ในเวลาที่หลายบริษัทอาจมองว่าตัวเลข ARR 300 ล้านดอลลาร์และกระแสเงินสดเป็นบวกคือความสำเร็จสูงสุด แต่ Job van der Voort กลับมองต่างออกไป เขาประกาศให้พนักงานทั้งบริษัทรับรู้ว่าหลายตำแหน่งงานกำลังจะเปลี่ยนไป พร้อมทั้งสั่งหยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์บางส่วน และปิดตัวอื่นลงไปเลย เพื่อรวมสมาธิและทรัพยากรทั้งหมดไปกับผลิตภัณฑ์ AI ล้วน ๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทชะลอการจ้างงาน เพราะ AI ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้พนักงานเพิ่ม
Van der Voort ยังมีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่าแค่การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยวางเป้าหมายให้ Remote กลายเป็น "องค์กรโครงสร้างพื้นฐานด้าน HR ระดับโลก" ด้วยการเปิดให้พาร์ทเนอร์ ลูกค้า นักพัฒนา และ AI Agent เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Payroll และการจ้างงานของบริษัทได้ และนี่คือเหตุผลที่ในปี 2026 Remote ได้ขยายการเข้าถึงแพลตฟอร์มในออสเตรเลีย โดยวางกรอบการเติบโตนี้ว่าเป็น "โครงสร้างพื้นฐานที่เปิดใช้งาน AI" ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ SaaS สำหรับ HR อีกต่อไป
การเติบโตของธุรกิจ Payroll หลักที่กว่า 300% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่ง Van der Voort มองว่าเป็นผลจากการใช้ AI ก็เป็นเครื่องตอกย้ำความสำเร็จนี้ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะมาจากผู้บริหารของบริษัทและยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ
ซีอีโอผู้นี้ยังเคยเตือนว่า "ต้นทุนของการใช้เวลาทำงานที่ 'ไม่มีอนาคต' นั้นมหาศาล" และได้ปรับแผนงานผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Remote ให้มุ่งไปที่ AI โดยเขามองว่า AI กำลัง "กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับวิธีที่บริษัทบริหารจัดการแรงงานทั่วโลก"
ข้อมูลเมตริกที่ Remote รายงานออกมา ไม่ว่าจะเป็น ARR ระดับ 300 ล้านดอลลาร์, การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อพนักงาน 50% หรือการเติบโตของธุรกิจ Payroll 300% ล้วนมาจากคำแถลงของบริษัทและการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารทั้งสิ้น เอกสารที่ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงไม่ได้รวมถึงงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม ดังนั้น ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถูกมองเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่บริษัทรายงานด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ความกว้างขวางในการนำ AI มาใช้งานของ Remote ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่มาร์เก็ตเพลสภายในที่พนักงานทั่วไปใช้ได้ ไปจนถึงโปรแกรมให้คำปรึกษาลูกค้า และโปรโตคอลใหม่ที่อนุญาตให้ AI Agent เชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานได้โดยตรง ได้ให้ภาพที่ชัดเจนที่สุดว่า บริษัทหนึ่ง ๆ จะเปลี่ยนคำมั่นสัญญาเรื่องผลิตภาพจาก AI ให้กลายเป็นกำไรในบรรทัดสุดท้ายได้อย่างไร
Comments
0 comments