ผู้นำทั้งสองพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากรที่ดุเดือดระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ผู้เจรจาต่างชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปและข้อตกลงทางการค้าที่เป็นไปได้ แต่การประชุมสุดยอดครั้งนี้ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าครั้งสำคัญในนโยบายการค้าแต่อย่างใด
ไต้หวันกลายเป็นประเด็นที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมากที่สุดในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จีนถือว่าเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไทเปและส่งอาวุธเพื่อการป้องกัน
สีจิ้นผิงเตือนทรัมป์ว่า การจัดการประเด็นไต้หวันที่ผิดพลาดอาจผลักดันความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนไปสู่ "จุดที่อันตราย" (dangerous place) และอาจนำไปสู่การปะทะหรือความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ทางการจีนยังเน้นย้ำอีกว่า ไต้หวันเป็นประเด็นที่ "สำคัญที่สุดและอ่อนไหวที่สุด" (the most important and sensitive issue) ในความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตันมากเพียงใด
ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านเป็นอีกหนึ่งหัวข้อสำคัญ โดยมีรายงานว่าปักกิ่งบอกกับวอชิงตันว่าสงครามครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ในขณะที่สหรัฐฯ แสวงหาความร่วมมือจากจีนในการลดระดับความรุนแรงและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเพียงเล็กน้อย
คำวิจารณ์ของสีจิ้นผิงต่อนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ มีความเชื่อมโยงกับข้อพิพาททางการทูตในวงกว้างระหว่างจีนและญี่ปุ่น ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่ทาคาอิจิได้กล่าวว่า การโจมตีของจีนต่อไต้หวันในทางสมมติฐาน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น (existential threat) ซึ่งอาจเป็นชนวนให้เกิดปฏิบัติการทางทหารภายใต้กฎหมายป้องกันตนเองร่วม (collective self-defence laws) ของญี่ปุ่นได้
คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ปักกิ่งอย่างมาก และมีส่วนทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทูตในวงกว้างระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นนโยบายความมั่นคงของไต้หวันและภูมิภาค
หากรายงานข่าวดังกล่าวมีความถูกต้อง การตอบสนองของทรัมป์อาจส่งนัยยะหลายประการต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค
ประการแรก มันเป็นสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นให้แก่โตเกียวว่าพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นจะยังคงแน่นแฟ้น แม้ในยามที่วอชิงตันกำลังเจรจากับปักกิ่ง
ประการที่สอง มันเป็นนัยว่าสหรัฐฯ อาจลังเลที่จะกดดันให้ญี่ปุ่นลดท่าทีที่แข็งกร้าวลงในประเด็นความกังวลด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน
ประการสุดท้าย มันเน้นย้ำให้เห็นว่าประเด็นไต้หวันเชื่อมโยงผู้เล่นหลักสามฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มเดิมพันให้สูงขึ้นสำหรับวิกฤตการณ์ใดๆ ในอนาคตของภูมิภาคนี้
ในที่สาธารณะ การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งครั้งนี้เต็มไปด้วยพิธีรีตรองทางการทูตและวาทกรรมที่มองโลกในแง่ดี แต่เนื้อหาสาระของการเจรจากลับเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน