บริษัทอธิบายผลิตภัณฑ์ของตนว่าเป็น “AI operating system สำหรับงานจัดซื้อ” ที่ช่วยให้ทีมจัดซื้อและการเงินทำงานได้เร็วขึ้น มีโครงสร้างชัดเจน และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นเมื่อองค์กรเติบโต
ระบบของ Pivot เชื่อม workflow ของการจัดซื้อเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านบัญชีและการเงิน ทำให้บริษัทสามารถจัดการค่าใช้จ่ายได้จากศูนย์กลางเดียว
ฟังก์ชันหลักในแพลตฟอร์มครอบคลุมกระบวนการสำคัญ เช่น
เมื่อทุกขั้นตอนอยู่ใน workflow เดียวกัน บริษัทสามารถลดจำนวนขั้นตอนแบบแมนนวลและลดความผิดพลาดในการทำงาน
หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญของ Pivot คือ ระบบ invoice automation ที่ใช้ AI ร่วมกับเทคโนโลยี OCR เพื่ออ่านและดึงข้อมูลจากใบแจ้งหนี้ของซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติ
บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้สามารถ ลดงานป้อนข้อมูลจากใบแจ้งหนี้ได้ประมาณ 95% ทำให้ทีมการเงินใช้เวลาไปกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
ระบบยังสามารถจับคู่ใบแจ้งหนี้กับใบสั่งซื้อและใบรับสินค้าโดยอัตโนมัติ เพื่อยืนยันความถูกต้องก่อนอนุมัติการจ่ายเงิน
หัวใจสำคัญของแนวทาง Pivot คือการเชื่อมต่อกับ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบหลักที่องค์กรใช้จัดเก็บข้อมูลทางการเงิน
แพลตฟอร์มสามารถซิงก์ข้อมูลแบบสองทิศทางกับระบบ ERP ชั้นนำ เช่น
ทำให้ข้อมูลใบสั่งซื้อ ซัพพลายเออร์ ใบแจ้งหนี้ และใบรับสินค้า สอดคล้องกันระหว่างระบบจัดซื้อและระบบบัญชี
แนวทางนี้ช่วยให้ทีมจัดซื้อทำงานบนอินเทอร์เฟซที่ทันสมัย ขณะที่ ERP ยังคงเป็นระบบหลักสำหรับข้อมูลทางการเงินขององค์กร
ผลลัพธ์คือ
ตั้งแต่นั้นมา แพลตฟอร์มของบริษัทได้ขยายการใช้งานไปยัง มากกว่า 25 ประเทศ และมีลูกค้าองค์กรระดับโลก เช่น DoorDash, Lemonade, Wolt และ Flix
บริษัทตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนข้อมูลค่าใช้จ่ายขององค์กรให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ แทนที่จะเป็นเพียงงานปฏิบัติการที่กระจัดกระจาย
สำหรับองค์กรส่วนใหญ่ การจัดซื้อเป็นหนึ่งในศูนย์ต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด แต่กลับเป็นส่วนของซอฟต์แวร์องค์กรที่ยังล้าหลังที่สุด
แพลตฟอร์มอย่าง Pivot พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการ
ด้วยเงินทุนใหม่และการนำไปใช้งานที่เพิ่มขึ้น Pivot กำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือยุคใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินขององค์กร ซึ่ง AI จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้กระบวนการจัดซื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
Comments
0 comments