ก่อนหน้านั้น OpenAI มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์ประมาณ 900 ล้านคนในช่วงต้นปี 2026 การขยายฐานผู้ใช้ฝั่งบุคคล ควบคู่กับการรุกตลาดองค์กร และการลดราคา API อย่างหนัก ช่วยผลักดันให้บริษัทก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านคนได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 หรือเพียงประมาณ 3 สัปดาห์หลัง GPT-5.6 เปิดตัว OpenAI ประกาศลดราคาโมเดล 2 รุ่นในตระกูลนี้
ในตลาด API ซึ่งคิดค่าบริการตามจำนวนโทเคนที่โมเดลประมวลผล ราคามีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับนักพัฒนาและบริษัทที่ให้บริการแอปพลิเคชัน AI ในปริมาณสูง การลดราคา Luna จึงไม่ใช่เพียงการทำโปรโมชั่น แต่เป็นการปรับตำแหน่งการแข่งขันอย่างชัดเจน
การตัดราคาของ OpenAI เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันจากโมเดลที่ให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกันในต้นทุนที่ต่ำกว่า
Anthropic เปิดตัว Claude Sonnet 4.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยวางตำแหน่งให้รองรับงานเขียนโค้ด การใช้งานคอมพิวเตอร์ และงานแบบเอเจนต์ได้ใกล้เคียงโมเดลระดับเรือธง ในราคา 3 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคนอินพุต และ 15 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคนเอาต์พุต
ในช่วงแนะนำจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2026 มีราคาพิเศษอยู่ที่ 2 ดอลลาร์/10 ดอลลาร์ ต่อ 1 ล้านโทเคนอินพุตและเอาต์พุต แหล่งประเมินหนึ่งระบุว่าโมเดลนี้ทำคะแนนบน SWE-bench Verified ได้ 79.6% และโดดเด่นในการทดสอบด้านผลิตภาพสำนักงาน
DeepSeek V4 Flash ซึ่งเปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 มีราคาดุดันยิ่งกว่า โดยคิด 0.14 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคนอินพุต และ 0.28 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคนเอาต์พุต
เมื่อเทียบกับราคาเดิมของ Luna ที่ 1 ดอลลาร์/6 ดอลลาร์ DeepSeek มีต้นทุนต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 50 สำหรับอินพุตและ 1 ใน 20 กว่าสำหรับเอาต์พุต ขณะที่ยังแข่งขันได้ในงานใช้เหตุผลและงานแบบเอเจนต์ การวิเคราะห์อีกชิ้นประเมินต้นทุนที่แท้จริงของ DeepSeek V4 Flash ไว้ราว 0.06 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคน เทียบกับ 2.31 ดอลลาร์ของ Claude
ยิ่งไปกว่านั้น DeepSeek เปิด API ของ V4 Flash ให้ใช้งานแบบ public beta เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ทำให้แรงกดดันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้นอีก
ภายใต้สภาพตลาดเช่นนี้ ราคาเดิมของ Luna ที่ 1 ดอลลาร์/6 ดอลลาร์เริ่มไม่เหมาะกับงาน API ปริมาณมาก การลดลง 80% ทำให้ OpenAI เข้าใกล้ราคาช่วงแนะนำของ Anthropic มากขึ้น แม้ยังไม่สามารถสู้ DeepSeek ได้ในแง่ต้นทุน
เอกสารการเงินที่ผ่านการตรวจสอบของ OpenAI ประจำปี 2025 ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมิถุนายน 2026 โดย Ed Zitron และได้รับการตรวจสอบยืนยันโดย Financial Times แสดงภาพบริษัทที่มีการเติบโตสูง แต่ยังมีต้นทุนหนักมาก
| รายการ | 2024 | 2025 |
|---|---|---|
| รายได้ | 3.7 พันล้านดอลลาร์ | 13.07 พันล้านดอลลาร์ |
| ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม | ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ | 34 พันล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนจากการดำเนินงาน | ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ | 20.92 พันล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนสุทธิที่เป็นของ OpenAI | 5.09 พันล้านดอลลาร์ | 38.53 พันล้านดอลลาร์ |
ตัวเลขสำคัญมีดังนี้
การลดราคา Luna ลง 80% เพียงสามสัปดาห์หลังเปิดตัวบ่งชี้ว่า ราคาเริ่มต้นอาจสูงเกินไปเมื่อเทียบกับสภาพการแข่งขันจริง และ OpenAI พร้อมยอมลดอัตรากำไรระยะสั้นเพื่อรักษานักพัฒนาและระบบนิเวศของตัวเองไว้
กลยุทธ์นี้มีเหตุผลในเชิงแพลตฟอร์ม ยิ่งมีผู้ใช้และนักพัฒนาอยู่ในระบบมากเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะสร้างเวิร์กโฟลว์ เครื่องมือ และบริการต่อยอดบนผลิตภัณฑ์ของ OpenAI ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่การแลกการเติบโตด้วยการขาดทุนจำนวนมหาศาลก็ทำให้คำถามเรื่องความยั่งยืนทางธุรกิจชัดเจนขึ้นเช่นกัน
ฐานลูกค้าธุรกิจ 2 ล้านราย และข้อมูลที่ระบุว่า 92% ของบริษัทในดัชนี Fortune 500 ใช้ ChatGPT สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากยังยอมจ่ายเบี้ยประกันสำหรับความน่าเชื่อถือ แบรนด์ การปฏิบัติตามข้อกำหนด และระบบนิเวศอย่าง Codex กับ ChatGPT Work
แต่ในฝั่งนักพัฒนาที่ประมวลผลข้อมูลปริมาณสูง ต้นทุนต่อโทเคนมีผลโดยตรงต่อกำไร การที่ DeepSeek มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมากจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามได้ยาก การลดราคา Luna และ Terra น่าจะมุ่งรับมือกับตลาดส่วนนี้โดยเฉพาะ
OpenAI ใช้จ่ายรวม 34 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดย 19.18 พันล้านดอลลาร์เป็นค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา รูปแบบดังกล่าวสะท้อนภาพกว้างของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ฝึกโมเดลขนาดใหญ่ และขยายกำลังประมวลผล แม้เศรษฐศาสตร์ต่อหน่วยยังติดลบ
OpenAI ปิดรอบระดมทุน 122 พันล้านดอลลาร์ที่มูลค่าบริษัท 852 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2026 และยื่นเอกสาร S-1 แบบเป็นความลับในเดือนมิถุนายน โดยตั้งเป้ามูลค่าที่อาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เอกสารการเงินที่รั่วไหลทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า บริษัท AI ชั้นนำจะเริ่มพึ่งพารายได้ของตัวเองได้เมื่อใด หรือจะต้องพึ่งพาเงินทุนภายนอกต่อไปอีกนานเพียงใด
OpenAI แจ้งต่อนักลงทุนว่าตั้งเป้าทำกำไรภายในปี 2030 ซึ่งทำให้ช่วงเวลาหลังจากนี้เป็นบททดสอบว่า การเพิ่มผู้ใช้ การลดต้นทุนการประมวลผล และการขยายลูกค้าองค์กรจะชดเชยค่าใช้จ่ายมหาศาลได้จริงหรือไม่
เมื่อโมเดลอย่าง DeepSeek V4 Flash ให้ความสามารถด้านการใช้เหตุผลในราคาต่ำเพียง 0.14 ดอลลาร์/0.28 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านโทเคน ส่วนต่างราคาสำหรับโมเดลแนวหน้าก็หดตัวอย่างรวดเร็ว
การตอบสนองของ OpenAI—ลดราคา ผูกโมเดลเข้ากับแพ็กเกจสมาชิก และผลักดันให้เกิดการใช้งานในปริมาณมากขึ้น—เป็นแนวทางแบบเดียวกับตลาดเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนจากยุคที่ความสามารถหายากและมีราคาแพง ไปสู่ยุคที่ความสามารถพื้นฐานมีคู่แข่งจำนวนมากและถูกกดให้มีราคาต่ำลง
การประกาศของ OpenAI ในวันที่ 30–31 กรกฎาคม 2026 ทั้งเรื่องการลดราคาและจำนวนผู้ใช้ที่ทะลุ 1 พันล้านคน สะท้อนเรื่องเดียวกัน: บริษัทกำลังยอมแลกรายได้และกำไรระยะสั้นกับการขยายฐานผู้ใช้และการล็อกอินระบบนิเวศ
ปัจจุบัน OpenAI มีเงินสดสำรองประมาณ 25 พันล้านดอลลาร์ และกำลังเดินหน้าไปสู่เส้นทางการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ จึงยังมีพื้นที่ให้เดิมพันกับการเติบโต แต่บริษัทกำลังใช้เงินประมาณ 3.30 ดอลลาร์ต่อรายได้ทุก 1 ดอลลาร์ ขณะที่คู่แข่งกดราคาความสามารถ AI ลงอย่างต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า OpenAI จะมีผู้ใช้เพิ่มได้อีกกี่คน แต่คือบริษัทจะเปลี่ยนขนาดที่ใหญ่ขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง และลูกค้าองค์กรจำนวนมาก ให้กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ภายในปี 2030 ตามเป้าหมายหรือไม่ หากทำไม่ได้ สมการนี้อาจกำหนดทิศทางระยะถัดไปของอุตสาหกรรม AI ทั้งหมด