ตลาดน้ำมันโลกเริ่มกลับมามีอุปทานมากกว่าความต้องการ หลังการส่งออกฟื้นตัวและการบริโภคอ่อนแรงลง แต่ตัวเลข “เกินดุล” ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงด้านพลังงานคลี่คลายแล้ว เพราะสต็อกน้ำมันยังพร่องไปมาก และการขนส่งผ่านเส้นทางสำคัญยังมีความไม่แน่นอน
3
42
เจพีมอร์แกนประเมินว่า ตลาดมีน้ำมันส่วนเกิน 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน ก่อนเพิ่มเป็น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนตุลาคม ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยส่วนเกิน 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันของปีก่อน
3
อะไรทำให้น้ำมันกลับมาเกินดุล
ปัจจัยหลักคืออุปทานจากตะวันออกกลางทยอยฟื้น ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันลดลง รายงานที่เผยแพร่พร้อมการประเมินของเจพีมอร์แกนระบุว่า การส่งออกจากตะวันออกกลางเพิ่มจากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคมที่ 9.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ราว 20.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น
13
การผลิตที่เพิ่มขึ้นในลาตินอเมริกาก็ช่วยเติมน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาดเช่นกัน แม้ข้อมูลที่มีจะไม่ได้แจกแจงตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือรายละเอียดแยกตามประเทศไว้อย่างชัดเจน
8
กระแสการค้าก็สะท้อนว่ามีน้ำมันดิบเดินทางเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยรอยเตอร์รายงานว่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลกในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 44.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนำเข้าเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าน้ำมันถูกนำไปใช้หรือเก็บเข้าสต็อก
5
เกินดุลแล้ว ทำไมสต็อกยังไม่ฟื้น
“เกินดุล” คือภาวะที่อุปทานมากกว่าความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วน “สต็อก” คือปริมาณสำรองที่สะสมหรือถูกดึงออกมาในช่วงก่อนหน้า ความแตกต่างนี้สำคัญหลังตลาดเผชิญภาวะชะงักงันมาหลายเดือน
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน สต็อกน้ำมันทั่วโลกที่ติดตามอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเดือนกุมภาพันธ์ 509 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกบนบกอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 2016
42 ดังนั้น แม้อุปทานจะเริ่มมากกว่าการใช้ การเติมสำรองกลับก็ต้องใช้เวลา
อีกทั้งแนวโน้มของแต่ละสำนักยังไม่ตรงกันทั้งหมด รายงานเกี่ยวกับการประเมินของเจพีมอร์แกนระบุว่าตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากมุมมองของ IEA ซึ่งคาดว่าตลาดจะยังขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
6
ทำไมราคายังแกว่งแรงได้
ราคาน้ำมันไม่ได้ตอบสนองแค่สมดุลอุปสงค์และอุปทานในปัจจุบัน แต่ยังขึ้นอยู่กับความคาดหวังว่าอุปทานในอนาคตจะปลอดภัยแค่ไหน เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซตอกย้ำความเสี่ยงที่การขนส่งอาจสะดุดอีกครั้ง โดยรอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้น 2.4% เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ท่ามกลางความกังวลเรื่องความขัดแย้งที่อาจรุนแรงขึ้น
18
การเมืองและการทูตก็ทำให้มุมมองของตลาดเปลี่ยนเร็วเช่นกัน วันที่ 4 พฤศจิกายน รอยเตอร์รายงานว่าราคาน้ำมันซื้อขายผันผวน ขณะที่นักลงทุนรอท่าทีถัดไปของรัฐบาลวอชิงตันต่ออิหร่าน หลังพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมและได้เสียงข้างมากในสภาคองเกรส
16 อีกด้านหนึ่ง รายงานในวันเดียวกันระบุว่าราคาเบรนท์ร่วงลง 8.9% ขณะที่นักลงทุนประเมินโอกาสยุติความขัดแย้ง
24
การคาดการณ์ของโกลด์แมน แซคส์สะท้อนความเสี่ยงในอนาคต ไม่ได้หักล้างตัวเลขเกินดุลในปัจจุบันของเจพีมอร์แกน ธนาคารปรับคาดการณ์ราคาเบรนท์เดือนธันวาคมขึ้นเป็น 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 90 ดอลลาร์ และคาดราคาเฉลี่ยในปี 2027 ที่ 88 ดอลลาร์ โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านอุปทานที่ยังสูง
32
ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ผลิตได้เท่าไร แต่ส่งถึงปลายทางได้หรือไม่
ตัวเลขเกินดุลชี้ว่าสมดุลระหว่างอุปทานกับความต้องการใช้น้ำมันในระยะใกล้ผ่อนคลายลง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าคลังสำรองฟื้นแล้ว การส่งออกจะไม่สะดุด หรือราคาจะลดลงต่อเนื่อง
สุลต่าน อัล จาเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี หรือ ADNOC เรียกร้องให้เพิ่มความสามารถในการเก็บสำรองและผลิตเชื้อเพลิงให้ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น หลังการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ
48 ข้อเสนอสะท้อนประเด็นเดียวกันว่า ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าจะเก็บและส่งเชื้อเพลิงไปถึงผู้ใช้ได้หรือไม่เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง