การบริโภคภาคเอกชนยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ แม้ค่าครองชีพจะสูงขึ้น แต่การจ้างงานที่ดีขึ้นและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนรายได้ครัวเรือน ทำให้การใช้จ่ายยังขยายตัวได้.
สิ่งสำคัญคือ การบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ญี่ปุ่น ดังนั้นแม้การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็มีผลต่อการเติบโตโดยรวมอย่างมาก
การใช้จ่ายลงทุนของบริษัทก็เป็นอีกแรงขับสำคัญ บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงลงทุนในเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาว.
กำไรบริษัทที่ยังอยู่ในระดับสูงยังช่วยสนับสนุนการลงทุน ซึ่งเป็นสัญญาณของ ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
ภาคต่างประเทศก็ช่วยหนุนการเติบโตเช่นกัน นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า GDP จะได้รับแรงสนับสนุนจาก การฟื้นตัวของการส่งออกควบคู่กับอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแรง และข้อมูลจริงก็ออกมาตามแนวโน้มดังกล่าว.
การส่งออกได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าในตลาดโลก รวมถึงผลจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าก่อนหน้านี้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้า ญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศ
การเติบโตที่ดีกว่าคาดทำให้ตลาดการเงินเริ่มเชื่อว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น อาจรองรับการปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา BOJ ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเพื่อสู้กับภาวะเงินฝืด แต่ในช่วงหลัง
นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักคาดว่า BOJ อาจ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปใกล้ 1% ในช่วงไตรมาสสองของปี 2026 หากเศรษฐกิจยังคงเสถียร.
เศรษฐกิจที่แข็งแรงมีผลต่อการตัดสินใจดังนี้
ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข GDP ล่าสุดจึงเพิ่มการคาดการณ์ของตลาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี หากโมเมนตัมเศรษฐกิจยังต่อเนื่อง
แม้ต้นปีจะดูแข็งแรง แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ ต้องนำเข้าพลังงานเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะกระจายไปทั่วเศรษฐกิจ เช่น
ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตือนว่า ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจ กดกำไรของบริษัทและกำลังซื้อของครัวเรือน ทำให้การเติบโตในปีงบประมาณ 2026 ชะลอลง.
ในเวลาเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์จึงเตือนถึงความเสี่ยงของสถานการณ์แบบ “stagflation” หรือเศรษฐกิจโตช้าแต่ราคาสินค้าสูงขึ้น.
สถานการณ์นี้ทำให้ BOJ ต้องตัดสินใจอย่างระมัดระวัง
ดังนั้นทิศทางนโยบายของ BOJ ในช่วงต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การเติบโตของค่าจ้าง การใช้จ่ายของครัวเรือน การส่งออก และโดยเฉพาะ ทิศทางราคาพลังงานโลก
แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเริ่มต้นปีด้วยโมเมนตัมที่ดี แต่ความแข็งแรงของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกหลายอย่าง ได้แก่
หากราคาพลังงานเริ่มทรงตัวและอุปสงค์ในประเทศยังแข็งแรง เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจรักษาการฟื้นตัวต่อไปได้ แต่ถ้าช็อกจากพลังงานรุนแรงขึ้น ความแข็งแรงในช่วงต้นปี 2026 อาจกลายเป็นจุดสูงสุดของปีนี้.
Comments
0 comments