แผนนี้จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโดยสมัครใจจากเรือที่ใช้ช่องแคบ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ backed by Gulf states และนำเสนอโดยโอมาน อิหร่านคัดค้านรูปแบบสมัครใจนี้ โดยยืนกรานให้เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมแบบบังคับ นอกจากนี้ ร่างกฎหมายของอิหร่านยังมีแผนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้า และสภาอิหร่านกำลังพิจารณาร่างกฎหมายห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบ โดยมีบทปรับสูงถึง 1 ใน 5 ของมูลค่าสินค้าสำหรับผู้ละเมิด
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2026 สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน (Supreme National Security Council) โดยเลขาธิการ Mohammad Bagher Zolghadr ได้วางเงื่อนไข 6 ข้อสำหรับเปิดช่องแคบอีกครั้ง ตามรายงานจากหลายแหล่งข่าว :
อิหร่านประกาศว่าช่องแคบจะไม่เปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะ 'ปรับพฤติกรรม' และปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ Abbas Araghchi ทำให้ชัดเจนว่าแม้แต่ข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบ 'ก็ไม่เพียงพอที่จะปลดล็อกเส้นทางเดินเรือนี้'
การปฏิเสธการเจรจาโดยตรงของอิหร่านและข้อเรียกร้องอันสูงส่งได้สร้างตลาดน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนัก ถูกกดดันทั้งจาก 'สงครามพรีเมียม' (ความเสี่ยงสงคราม) และความหวังทางการทูตเป็นครั้งคราว
โอมานทำหน้าที่เป็นช่องทางการทูตหลักระหว่างอิหร่านและรัฐอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงทางอ้อมกับสหรัฐฯ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน Kazem Gharibabadi กล่าวว่าข้อตกลงกับโอมานจะไม่เปิดช่องแคบโดยอัตโนมัติ Araghchi เรียกการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือว่าเป็น 'เรื่องทางเทคนิคและกฎหมาย' ที่แยกจากการเปิดช่องแคบอีกครั้ง
อิหร่านและพันธมิตรได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นในต้นปี 2026 ข้อมูลจาก ACLED แสดงให้เห็นว่ามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่ทางการทหารอย่างน้อย 172 ครั้งระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 30 กรกฎาคม
ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้แนวทางสองทางคือ การข่มขู่ทางทหารและการเปิดช่องทางการทูต
ปัจจัยหลายประการยังคงขัดขวางการกลับมาของการจราจรทางเรือตามปกติผ่านช่องแคบ:
นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs สรุปมุมมองของตลาดว่าราคาน้ำมัน Brent จะยังคงผันผวนในกรอบ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนกว่าจะมีข้อตกลงที่ชัดเจนหรือการบานปลายทางทหารครั้งใหญ่ ซึ่งหมายความว่าตลาดเองก็กำลังกำหนดราคาสำหรับการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง