เมื่อความคาดหวังดังกล่าวเพิ่มขึ้น ราคาซิลเวอร์ปรับตัวลงมากกว่า 6% และหลุดระดับประมาณ 79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงการเทขาย ตามข้อมูลตลาดจาก Trading Economics
เนื่องจากซิลเวอร์ถูกมองทั้งเป็นโลหะอุตสาหกรรมและโลหะการเงิน การเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินจึงส่งผลต่อความต้องการลงทุนอย่างชัดเจน
แรงกดดันด้านที่สามมาจากการประเมินตลาดใหม่ของ UBS
นักวิเคราะห์ของธนาคารได้ปรับลดมุมมองต่อซิลเวอร์ หลังประเมินว่าอุปสงค์บางส่วนเริ่มอ่อนตัว ขณะที่อุปทานจากเหมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานซิลเวอร์ทั่วโลกแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าราคาซิลเวอร์จะขึ้นต่อ คือแนวคิดเรื่อง "ภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้าง" ในตลาด แต่เมื่อการคาดการณ์ภาวะขาดแคลนถูกปรับลด ความเชื่อมั่นในแนวโน้มขาขึ้นก็เริ่มสั่นคลอน
รายงานตลาดระบุว่าหลังจากการปรับมุมมองดังกล่าว ราคาฟิวเจอร์สซิลเวอร์ร่วงลงแรง โดยบางช่วงลดลงมากกว่า 6% ภายในวันเดียว
หากเกิดขึ้นแยกกัน ปัจจัยแต่ละข้ออาจทำให้ราคาปรับฐานเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดจึงเผชิญสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "แรงกระแทกสามด้าน"
เมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกขายทำกำไรหลังจากราคาซิลเวอร์ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาฟิวเจอร์สปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
ในระยะสั้น แนวโน้มของซิลเวอร์ดูเปราะบางกว่าช่วงต้นปี หากดอกเบี้ยสหรัฐยังคงสูงและการนำเข้าของอินเดียชะลอลง ราคาซิลเวอร์อาจเคลื่อนไหวในกรอบหรือเผชิญแรงกดดันขาลงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภาพระยะยาวยังไม่ได้พังทลาย อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน และการผลิต ยังคงเป็นฐานการใช้ซิลเวอร์สำคัญของโลก และหากเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวแรง ช่องว่างอุปทานอาจกลับมาอีกครั้งได้
เหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าราคาซิลเวอร์มีความอ่อนไหวสูงต่อทั้งนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการเปลี่ยนแปลงในตลาดจริง
แม้แนวโน้มระยะยาวของอุปสงค์อาจยังแข็งแกร่ง แต่ในระยะสั้น ราคาสามารถเคลื่อนไหวแรงจากข่าวนโยบาย การคาดการณ์ดอกเบี้ย หรือรายงานวิเคราะห์ของสถาบันการเงินได้ง่าย การปรับตัวลงครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของช่วงเวลาที่ปัจจัยหลายด้านมาบรรจบกันและเปลี่ยนทิศทางความเชื่อมั่นของตลาดอย่างรวดเร็ว
Comments
0 comments