จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีใช้เงิน ‘ค่าส่วนกลาง’ ที่เจ้าของบ้านจ่ายอยู่แล้วเพื่อการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน มาสู่โปรแกรมที่ใช้เทคโนโลยีนำ แทนที่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกเก็บไว้รอวันซ่อมใหญ่ ซึ่งนั่นหมายความว่าเจ้าของบ้านไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแม้แต่สตางค์เดียว เทคโนโลยีและวิธีการสำคัญที่ใช้ได้แก่:
ผลลัพธ์คือโครงการไม่จำเป็นต้องมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สร้างความวุ่นวายและราคาแพงเมื่ออาคารมีอายุประมาณ 30 ปีอีกต่อไป ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัพย์สินที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในฮ่องกงจะเจอวิกฤตค่าใช้จ่ายในการซ่อม
Homegevity เป็นคำผสมระหว่าง ‘Home’ (บ้าน) และ ‘Longevity’ (อายุยืนยาว) ซึ่งแปลว่า ‘長久安居樂業’ (อยู่อาศัยสบาย ทำมาหากินได้ยั่งยืน) ถูกบัญญัติโดย Allen Ha ซึ่งเป็นผู้พักอาศัยที่ถูกเจ้าของบ้านใน Bel-Air เชิญในปี 2022 ให้มานำความคิดริเริ่มนี้ แนวคิดนี้เป็น กรอบการบริหารจัดการทรัพย์สินที่อิงวิทยาศาสตร์และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนการซ่อมบำรุงอาคารจากการเป็นค่าใช้จ่ายเชิงรับที่เกิดจากวิกฤต มาเป็นการลงทุนเชิงรุกที่ปรับให้เหมาะสมด้วยข้อมูล
องค์ประกอบสำคัญของโมเดล:
Ha เชื่อว่า Homegevity นั้นเหมาะที่สุดกับคฤหาสน์หรือคอนโดฯ ที่มีอายุอาคาร20 ปีหรือน้อยกว่า และมีสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายประเภท เขาหวังว่าโมเดลนี้จะถูกนำมาใช้ตั้งแต่ตอนเข้าอยู่เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพล่วงหน้าได้ โครงการริเริ่มนี้เปิดตัวต่อสาธารณะในเดือนสิงหาคม 2026 พร้อมกับการจัดสัมมนาออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่แนวทางนี้ไปทั่วฮ่องกงและเมืองอื่นๆ ที่เผชิญกับความเสื่อมโทรมของเมือง
โดยสรุป Bel-Air ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการบำรุงรักษาที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องสามารถกำจัดความจำเป็นในการ ‘ซ่อมแซมใหญ่’ แบบเดิมได้อย่างสิ้นเชิง ช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดเงินได้มากกว่าพันล้านเหรียญ และเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถทำซ้ำได้สำหรับอาคารที่กำลังทรุดโทรมทั่วทั้งเมือง