รายงานเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่อสื่อสารมุมมองเชิงธุรกิจและสนับสนุนการสร้างงานที่ปรึกษาให้กับพาร์ตเนอร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ผลตรวจสอบกลับชี้ให้เห็นความเสี่ยงจากการนำ AI มาใช้ในกระบวนการจัดทำเนื้อหาโดยไม่มีการกำกับดูแลจากมนุษย์อย่างเพียงพอ
ทีมของ GPTZero ใช้เครื่องมือ Hallucination Check และ AI Detector วิเคราะห์เอกสารทั้ง 4 ฉบับ ผลการตรวจสอบพบรูปแบบการใช้ AI ที่น่ากังวลในทุกเอกสาร
รายละเอียดที่สะดุดตาที่สุดคือ เชิงอรรถหนึ่งมีพารามิเตอร์ติดตาม “utm_source=chatgpt.com” อยู่ใน URL ซึ่งชี้ว่าแหล่งอ้างอิงอาจถูกคัดลอกมาจากผลลัพธ์ของ ChatGPT โดยตรงโดยไม่มีการตรวจสอบจากผู้จัดทำ
GPTZero ยังพบกรณีที่รายงานเรียกเรื่องหนึ่งว่าเป็น “เรื่องราวความสำเร็จจากโลกจริง” เกี่ยวกับการใช้ agentic AI ของ J.P. Morgan แต่กลับอ้างแหล่งข้อมูลจากบล็อกเกอร์วัยรุ่นที่มีผู้ติดตามบน Medium เพียง 280 คน
หนึ่งในข้อค้นพบที่รุนแรงที่สุดอยู่ในรายงาน Citizen Pulse ซึ่งนำเสนอชื่อผลิตภัณฑ์และการใช้งานโดยรัฐบาลหลายประเทศในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นผลงานที่มีอยู่จริงของ PwC
แต่จากการตรวจสอบของ GPTZero กลับไม่พบหลักฐานสาธารณะที่ชัดเจนว่า Citizen Pulse เป็นผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ หรือว่ารัฐบาลเดนมาร์ก ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐฯ และออสเตรเลียใช้งานตามที่รายงานอ้าง
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่บางฝ่ายเรียกว่า “Vibe Citing” หรือการใส่แหล่งอ้างอิงที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับหัวข้อ แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่าแหล่งข้อมูลนั้นสนับสนุนข้อความในรายงานจริงหรือไม่ Financial Times ซึ่งตรวจสอบผลการค้นพบของ GPTZero รายงานว่าข้อผิดพลาดจำนวนมาก “ไม่ใช่เรื่องที่สังเกตได้ยาก”
กรณีของ PwC เป็นการสอบสวนลำดับที่ 4 ของ GPTZero ที่มุ่งตรวจสอบบริษัทในกลุ่ม Big Four ซึ่งประกอบด้วยบริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาระดับโลก 4 แห่ง ได้แก่ Deloitte, EY, KPMG และ PwC
ก่อนหน้านี้มีกรณีสำคัญดังนี้
ดังนั้น PwC จึงกลายเป็นบริษัท Big Four รายสุดท้ายที่ถูก GPTZero ตรวจพบรายงานซึ่งมีปัญหาการสร้างข้อมูลและแหล่งอ้างอิงโดย AI
ณ วันที่เผยแพร่ผลสอบสวน PwC Middle East ยังไม่ได้ยืนยันต่อสาธารณะถึงข้อค้นพบเฉพาะเรื่องของ GPTZero รายงานทั้ง 4 ฉบับยังคงเข้าถึงได้ทางออนไลน์หลังข่าวเผยแพร่
เครือข่าย PwC โดยรวมก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียด และไม่ได้ถอนหรือแก้ไขรายงานทั้ง 4 ฉบับในทันที
ในวันเดียวกับที่ GPTZero เผยผลสอบสวน Paul Griggs ซีอีโอ PwC สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider เกี่ยวกับความเข้าใจผิดสำคัญ 2 ประการที่บริษัทต่าง ๆ มีต่อ AI
ประการแรก Griggs กล่าวว่า AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงโครงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี บริษัทที่จำกัดการนำ AI ไปใช้ไว้แค่ในความรับผิดชอบของ CIO หรือ CTO จะยังคง “สะดุดขาตัวเอง” ต่อไป แต่ควรมอง AI เป็นการเปลี่ยนแปลงธุรกิจครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรและกระบวนการทั้งหมด
ประการที่สอง เขาเตือนว่า AI ไม่สามารถแก้ปัญหาธุรกิจที่มีระบบการทำงานยุ่งเหยิงอยู่แล้วได้ โดยกล่าวว่า หากนำ AI ไปวางทับบนกระบวนการที่มีปัญหา สิ่งที่ AI จะทำได้คือทำให้เห็นว่ากระบวนการนั้น “แย่แค่ไหน”
ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ ในเวลาเดียวกันนั้น หน่วยงาน PwC Middle East ถูกกล่าวหาว่านำเนื้อหาที่สร้างโดย AI ไปวางทับกระบวนการจัดทำรายงานที่ขาดการตรวจสอบจากมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวทางที่คำเตือนของซีอีโอสหรัฐฯ เองชี้ว่าไม่ควรทำ
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมีนาคม 2026 Griggs ยังเคยบอกกับ Financial Times ว่าพาร์ตเนอร์ของ PwC ที่ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับ AI “จะอยู่ที่บริษัทได้อีกไม่นาน” ซึ่งสะท้อนแรงผลักดันให้ทั้งองค์กรหันมาใช้แนวคิด AI-first
กรณีของบริษัท Big Four ทั้ง 4 แห่งทำให้เกิดคำถามจริงจังเกี่ยวกับระบบควบคุมคุณภาพของธุรกิจบริการวิชาชีพ โดยเฉพาะเอกสาร thought leadership ที่ถูกใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการที่ปรึกษา
การใช้ AI ช่วยร่างเนื้อหาไม่ใช่ปัญหาโดยตัวมันเอง แต่เอกสารที่มีผลิตภัณฑ์ซึ่งยืนยันไม่ได้ แหล่งอ้างอิงปลอม และสถิติที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบโดยมนุษย์ยังเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อรายงานถูกเผยแพร่ภายใต้ชื่อของบริษัทที่ลูกค้าคาดหวังมาตรฐานความถูกต้องในระดับสูง
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้สะเทือนวงการมากขึ้น คือ PwC และบริษัทคู่แข่งต่างทำตลาดความเชี่ยวชาญด้าน AI ให้กับลูกค้า ขณะที่รายงานของบริษัทเองกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวอย่างของการใช้ AI แบบขาดความรับผิดชอบ หากไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงและแหล่งข้อมูลอย่างเป็นระบบ ความเร็วในการผลิตเนื้อหาด้วย AI ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความไว้วางใจขององค์กรได้