นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google ที่ปรับเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2026 เปลี่ยนจากการระบุว่าจะไม่ใช้เนื้อหาจาก Gmail, Drive และ Photos เพื่อแสดงโฆษณาแบบปรับตามบุคคล มาเป็นการระบุข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้ใช้เลือกแชร์ข้อมูลจากบริการเหล่านี้ให้บริการ Google อื่นที่รองรับโฆษณาประเภทดังกล่าว
15
19
ใจความสำคัญคือ นโยบายเปิดทางให้ข้อมูลที่ผู้ใช้เลือกเชื่อมต่อข้ามบริการมีส่วนกับการปรับโฆษณาได้ แต่ไม่ได้ระบุว่า Google นำอีเมลหรือรูปภาพของผู้ใช้ทุกคนไปใช้โฆษณาโดยอัตโนมัติ
ข้อความในนโยบายเปลี่ยนตรงไหน
นโยบายฉบับเก็บถาวรวันที่ 1 ตุลาคม ระบุว่า “เราไม่แสดงโฆษณาที่ปรับตามบุคคลโดยอิงจากเนื้อหาของคุณใน Drive, Gmail หรือ Photos”
15
ฉบับวันที่ 16 ตุลาคมเพิ่มเงื่อนไขว่า “เว้นแต่คุณจะเลือกทำให้ข้อมูลจากบริการเหล่านี้พร้อมให้บริการ Google อื่นที่รองรับโฆษณาที่ปรับตามบุคคล”
19
นโยบายยังอธิบายว่า ผู้ใช้อาจอนุญาตให้บริการอย่าง Search หรือ Gemini Apps เข้าถึงข้อมูลจากบริการอื่น เช่น Google Photos และแอป Workspace อย่าง Gmail กับ Drive ได้ โดยการใช้ข้อมูลขึ้นอยู่กับนโยบายและการตั้งค่าของบริการที่ได้รับสิทธิ์ ตัวอย่างที่ Google ยกคือ Search อาจประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเพื่อปรับเนื้อหา รวมถึงโฆษณา
11
ดังนั้น ข้อความใหม่นี้ไม่ได้บอกว่าทุกบริการที่เชื่อมต่อจะนำข้อมูลไปทำโฆษณา แต่ทำให้คำรับรองเดิมไม่ใช่ข้อยกเว้นแบบครอบคลุมทุกกรณีอีกต่อไป
เกี่ยวข้องกับ Personal Intelligence อย่างไร
Google เปิดตัว Personal Intelligence ใน Gemini เป็นฟีเจอร์เบต้าในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 ผู้ใช้เลือกเชื่อมต่อแอป Google เช่น Gmail และ Photos เพื่อให้ Gemini ปรับคำตอบให้เหมาะกับตนเองได้ โดยการเชื่อมต่อเป็นแบบเลือกเปิด ไม่ได้เปิดให้อัตโนมัติ
36 เอกสารของ Google ยังกล่าวถึงการเชื่อม Gmail และ Photos กับ AI Mode ใน Search
37
ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพว่าข้อมูลอาจถูกส่งต่อไปใช้กับบริการอื่นอย่างไร แต่ไม่ควรสรุปจากนโยบายเพียงอย่างเดียวว่า Gemini, AI Overviews, AI Mode หรือทุกหน้าของ Search ต่างนำข้อมูล Gmail, Drive หรือ Photos ที่เชื่อมต่อไปปรับโฆษณาทั้งหมด นโยบายยกตัวอย่าง Search ว่าอาจใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเพื่อปรับเนื้อหา รวมถึงโฆษณา แต่ไม่ได้แจกแจงการใช้ข้อมูลในทุกบริการหรือทุกหน้าจอ
11
Google ระบุอะไร และข้อกังวลอยู่ตรงไหน
ศูนย์ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของ Photos ใช้เงื่อนไขในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่าข้อมูลใน Photos จะไม่ถูกใช้กับโฆษณา เว้นแต่ผู้ใช้เลือกทำให้ข้อมูลพร้อมใช้กับบริการอื่นที่รองรับโฆษณา ตัวอย่างที่ยกคือการเชื่อม Photos กับ Search ผ่าน Personal Intelligence ซึ่ง Search อาจใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเพื่อปรับเนื้อหา รวมถึงโฆษณา
20
รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบุว่า ผู้ลงโฆษณาไม่ได้เข้าถึงกล่องจดหมาย Gmail หรือคลังรูปภาพ Photos ของผู้ใช้โดยตรง
2 แต่ประเด็นเรื่องการเข้าถึงโดยตรงไม่เหมือนกับคำถามว่าข้อมูลที่ผู้ใช้แชร์ให้บริการ Google มีส่วนกับการปรับโฆษณาหรือไม่—นโยบายฉบับใหม่เปิดช่องให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในบริการที่รองรับ
11
19
ถ้อยคำที่เพิ่มเข้ามาถูกวิจารณ์ว่าเป็นข้อยกเว้นที่ทำให้คำรับรองเดิมซึ่งฟังดูกว้าง ต้องมีเงื่อนไขกำกับมากขึ้น โดย Ars Technica มองว่าการแชร์ข้อมูลข้ามบริการเปิดทางให้ข้อมูลจาก Gmail หรือ Photos ถูกนำไปใช้กับโฆษณาได้
4 อย่างไรก็ตาม ข้อความนโยบายที่มีไม่ได้แจกแจงรายละเอียดทั้งหมดว่าข้อมูลที่เชื่อมต่อจะมีผลต่อการตัดสินใจแสดงโฆษณาแต่ละครั้งอย่างไร จึงไม่ควรอนุมานเรื่องมาตรการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวเพิ่มเติมจากถ้อยคำนี้เพียงอย่างเดียว
วิธีตัดการเชื่อมต่อหรือปิดคำแนะนำเฉพาะบุคคล
เส้นทางการตั้งค่าที่มีรายงานไว้คือ บัญชี Google → ข้อมูลและความเป็นส่วนตัว → การตั้งค่าส่วนบุคคล → Search Services → จัดการคำแนะนำเฉพาะบุคคล จากนั้นในส่วน แอปเนื้อหาที่เชื่อมต่อ ให้ยกเลิกการเชื่อมต่อ Google Workspace และ Google Photos หรือปิดคำแนะนำเฉพาะบุคคล
22
แต่การยกเลิกการเชื่อมต่อไม่เท่ากับการลบข้อมูลที่บันทึกไปแล้ว Search Services History อาจมีทั้งประวัติการค้นหา คำตอบจาก AI แบบสร้างเนื้อหา และสื่อที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน เช่น รูปภาพ ไฟล์ และเสียงหรือวิดีโอ
10 รายงานยังเตือนว่าข้อมูลที่บันทึกไว้ในประวัตินี้อาจยังคงอยู่ แม้ยกเลิกการเชื่อมต่อแอปหรือปิดคำแนะนำเฉพาะบุคคลแล้ว
3
8
สรุปคือ การเปลี่ยนแปลงเดือนตุลาคมทำให้ข้อยกเว้นเรื่องการใช้ข้อมูลเพื่อปรับโฆษณาชัดขึ้นเมื่อผู้ใช้เลือกแชร์ข้อมูลข้ามบริการ หากเปิดการเชื่อมต่อไว้ ควรตรวจสอบทั้งรายชื่อแอปที่เชื่อมต่อ การตั้งค่าคำแนะนำ และประวัติที่บันทึกไว้ โดยอย่าคิดว่าการตัดการเชื่อมต่อจะลบข้อมูลเก่าที่ถูกเก็บไว้แล้วโดยอัตโนมัติ