ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับกลยุทธ์ใหญ่ของ Google ที่ต้องการฝังโมเดล Gemini เข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท ตั้งแต่แอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไปไปจนถึงเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา
แพ็กเกจ AI Pro ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการฟีเจอร์ AI เพิ่มเติมในบริการของ Google
ตัวอย่างสิทธิประโยชน์ ได้แก่
แพ็กเกจนี้ให้ความสามารถมากกว่าการใช้ Gemini แบบฟรี แต่ยังมีข้อจำกัดการใช้งานมากกว่าแพ็กเกจ Ultra
แพ็กเกจ AI Ultra ราคา $100 เป็นระดับใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังนักพัฒนา นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้สร้างคอนเทนต์ และผู้ใช้ระดับโปรที่ต้องใช้ AI อย่างหนัก
ลักษณะสำคัญ ได้แก่
มีรายงานว่าแพ็กเกจนี้ให้ ขีดจำกัดการใช้งานมากกว่าระดับเริ่มต้นหลายเท่า ทำให้เหมาะกับงานอย่างการเขียนโค้ด การวิเคราะห์ข้อมูล การค้นคว้า หรือการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI
แพ็กเกจนี้จึงเข้ามาเติมช่องว่างระหว่างแพ็กเกจ $20 กับแพ็กเกจ Ultra เดิมที่เคยมีราคา $250 ต่อเดือน
แพ็กเกจ $200 ต่อเดือน กลายเป็นระดับบนสุดของบริการ AI สำหรับผู้ใช้ทั่วไปของ Google
สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้น ได้แก่
บางความสามารถยังคงสงวนไว้สำหรับระดับนี้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่า การเข้าถึง Project Genie ต้องใช้แพ็กเกจ $200 ไม่ใช่ $100
Google ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขโควตา เช่น token หรือจำนวน prompt ที่แน่นอนสำหรับทุกแพ็กเกจ แต่ข้อมูลที่มีอยู่แสดงให้เห็นรูปแบบโดยรวมว่า
แพ็กเกจที่สูงขึ้นยังเปิดใช้งานความสามารถที่ต้องใช้พลังประมวลผลมากขึ้น เช่น โมเดล reasoning ขั้นสูง เครื่องมือวิจัยอัตโนมัติ หรือการสร้างสื่อขั้นสูง
โครงสร้างใหม่ช่วยแก้ปัญหาหนึ่งของแพ็กเกจเดิม
ก่อนหน้านี้ ช่องว่างระหว่าง $20 ต่อเดือน กับ $250 ต่อเดือน กว้างเกินไป ผู้ใช้ระดับโปรจำนวนมากจึงข้ามแพ็กเกจผู้ใช้ทั่วไปไปใช้ API สำหรับนักพัฒนาแทน
แพ็กเกจ $100 จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นจุดกึ่งกลาง ที่เหมาะกับนักพัฒนาอิสระ ผู้สร้างคอนเทนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้
ขณะเดียวกัน การลดราคาแพ็กเกจสูงสุดเหลือ $200 ต่อเดือน ก็ทำให้บริการของ Google แข่งขันกับแพ็กเกจ AI ระดับพรีเมียมจากบริษัทอื่นได้ดีขึ้น
การปรับราคาไม่ได้เป็นแค่เรื่องแพ็กเกจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่ต้องการให้ Gemini กลายเป็นแพลตฟอร์ม AI หลักของ Google
ในงาน I/O 2026 บริษัทเน้นการพัฒนาในหลายด้าน เช่น
ในภาพรวม ระบบสมัครสมาชิกจึงกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงพลังประมวลผลและฟีเจอร์ AI ระดับต่าง ๆ ของ Google
แม้จะมีการประกาศโครงสร้างราคาใหม่ แต่รายละเอียดบางส่วนยังไม่ถูกเปิดเผย เช่น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยืนยันโครงสร้างหลักคือ แพ็กเกจที่ราคาสูงขึ้นจะได้โควตาการใช้งานมากขึ้น โมเดลที่ทรงพลังกว่า และฟีเจอร์ระดับพรีเมียมมากขึ้น
โครงสร้างราคาใหม่ของ Google สำหรับ AI กลายเป็นบันได 3 ขั้นที่ชัดเจน
การเพิ่มแพ็กเกจระดับกลางและการลดราคาแพ็กเกจสูงสุดสะท้อนความพยายามของ Google ที่จะขยายระบบนิเวศ Gemini ให้ดึงดูดทั้งผู้ใช้ทั่วไปและมืออาชีพ ในตลาด AI ที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดกับผู้ให้บริการรายอื่น