Sundar Pichai กล่าวในงาน Google I/O 2026 ว่า AI กำลังพัฒนาเร็วมากจนระบบในปัจจุบันอาจดู “ล้าสมัยเหมือนโทรศัพท์ฝาพับ” ภายในสามปี [7] Google เปิดตัวเครื่องมือใหม่ เช่น Gemini Spark (เอเจนต์ AI ส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง), Gemini 3.5 Flash (โมเดลสำหรับงานโค้ดและระบบเอเจนต์), และ Gemini Omni (AI สร้างวิดีโอจากหลายรูปแบบข้อมู...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Google CEO Sundar Pichai describe the rapid evolution of AI at Google I/O—why does he think today’s AI will look “primitive” within. Article summary: Pichai framed Google I/O 2026 as a moment when AI is advancing so quickly that today’s systems may soon look as outdated as an early “flip phone,” and he described Google’s latest launches as the start of an “agentic Gem. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Sundar Pichai, CEO, Google speaks onstage during Google Cloud Next "25: AI Exclusive at the Sphere" on April 08, 2025 in Las Vegas, Nevada.Candice Ward—Getty Images for Google Clou" source context "How Sundar Pichai Pushed Google To the Front of the AI Race - TIME" Reference image 2: visual subject "He argues that
งาน Google I/O 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิสัยทัศน์ด้าน AI ของ Google เมื่อ CEO Sundar Pichai ประกาศว่าบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่สิ่งที่เขาเรียกว่า “agentic Gemini era” — ยุคที่ระบบ AI ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้จริง
Pichai ยังกล่าวในการสัมภาษณ์รอบงานว่า ความก้าวหน้าของ AI กำลังเกิดขึ้นเร็วมากจน AI ที่เราใช้กันวันนี้อาจดู “primitive” หรือดูล้าสมัยเหมือนโทรศัพท์ฝาพับในอีกประมาณสามปี
มุมมองนี้สะท้อนว่า Google เชื่อว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแพลตฟอร์มคอมพิวติ้งครั้งใหญ่ ซึ่ง AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่กลายเป็นระบบที่ทำงานแทนมนุษย์ในหลายขั้นตอน
เหตุผลสำคัญคือ อัตราการเติบโตของการใช้งานและความสามารถของโมเดล AI ที่พุ่งสูงมาก
Google เปิดเผยว่าระบบ AI ของบริษัทกำลังประมวลผล 3.2 ควอดริลเลียนโทเคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นประมาณ 7 เท่า จากตัวเลข 480 ล้านล้านโทเคน ที่รายงานในงาน I/O ปีก่อนหน้า
ตัวเลขนี้สะท้อนสองแนวโน้มสำคัญ
ดังนั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในอีกไม่กี่ปี ระบบ AI ในปัจจุบันอาจถูกมองเหมือนเทคโนโลยีรุ่นแรก ๆ ของมือถือ — น่าทึ่งในเวลานั้น แต่จำกัดมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ตามมา
แนวคิดหลักของ Google ในปีนี้คือ AI แบบ agentic หรือ AI ที่ทำหน้าที่เป็น “เอเจนต์”
ต่างจากแชตบอตทั่วไปที่รอรับคำสั่ง ระบบเหล่านี้สามารถ
Pichai อธิบายว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในงาน I/O ครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของ “agentic Gemini era” ซึ่ง AI จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากผู้ช่วยตอบคำถาม ไปเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเชิงรุกแทนผู้ใช้
กลยุทธ์นี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของ Google ที่ต้องการฝัง AI ลงในระบบนิเวศของตัวเองทั้งหมด เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมงานระหว่างหลายบริการได้
หนึ่งในประกาศที่โดดเด่นที่สุดคือ Gemini Spark
Googleอธิบายว่า Spark เป็น เอเจนต์ AI ส่วนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยจัดการชีวิตดิจิทัลของผู้ใช้ โดยสามารถดำเนินการแทนผู้ใช้ภายใต้การกำกับของเจ้าของบัญชี
คุณสมบัติหลัก ได้แก่
แนวคิดนี้สะท้อนภาพของผู้ช่วย AI ที่ทำงานเหมือน “ผู้ร่วมงานดิจิทัล” มากกว่าเครื่องมือทั่วไป
Google ยังเปิดตัว Gemini 3.5 Flash ซึ่งเป็นโมเดลแรกในตระกูล Gemini 3.5
บริษัทระบุว่าโมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ workflow แบบ agentic และงานเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้หลายขั้นตอนหรือใช้เวลานาน
Google ระบุว่าโมเดลนี้
ความสามารถแบบนี้สำคัญมากสำหรับระบบเอเจนต์ เพราะ AI ต้องวางแผนและดำเนินการหลายขั้นตอนด้วยตัวเอง
อีกโมเดลที่เปิดตัวคือ Gemini Omni ซึ่งเน้นความสามารถแบบมัลติโหมด (multimodal)
Google ระบุว่า Omni สามารถ รับอินพุตเป็นข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ แล้วสร้างวิดีโอคุณภาพสูงได้ พร้อมทั้งแก้ไขวิดีโอผ่านการสนทนาได้โดยตรง
โมเดลนี้ผสานความสามารถด้านการให้เหตุผลของ Gemini กับระบบสร้างสื่อแบบ generative media เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบในระบบเดียว
เมื่อ AI สามารถวางแผนและทำงานหลายขั้นตอนได้ดีขึ้น บทบาทของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็อาจเปลี่ยนไป
แทนที่จะเขียนโค้ดทุกบรรทัดด้วยตัวเอง วิศวกรอาจใช้เวลา กำกับหรือออกแบบระบบเอเจนต์ AI ที่ช่วยสร้างและจัดการโค้ดจำนวนมาก
การที่ Google วางตำแหน่ง Gemini 3.5 Flash ให้เป็นโมเดลสำหรับ coding agents และ workflow ระยะยาว เป็นสัญญาณว่าบริษัทมองเห็นอนาคตของการพัฒนาแบบนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากงาน I/O ยังไม่ได้ยืนยันชัดเจนว่าวิศวกรจะกลายเป็น “ผู้จัดการทีมเอเจนต์” อย่างเต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มที่ชัดคือ AI จะรับงานเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
Pichai ยังยอมรับว่า การพัฒนา AI อย่างรวดเร็วทำให้เกิดทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในสังคม
การถกเถียงเรื่อง AI ในปัจจุบันมักเกี่ยวข้องกับ
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในอุตสาหกรรมก็รุนแรงขึ้นอย่างมาก Google เน้นย้ำทั้งความเร็วในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีหลักของโลก
เมื่อรวมทุกประกาศจาก Google I/O 2026 จะเห็นภาพชัดว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
AI กำลังเปลี่ยนจาก
เครื่องมือที่ตอบคำถาม
ไปสู่
ระบบที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้จริง
เครื่องมืออย่าง Gemini Spark, Gemini 3.5 Flash และ Gemini Omni เป็นตัวอย่างของความพยายามของ Google ในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่สามารถจัดการข้อมูล สร้างคอนเทนต์ และดำเนิน workflow ที่ซับซ้อนข้ามหลายแอปพลิเคชัน
หากความเร็วของการพัฒนายังคงเป็นเช่นนี้อย่างที่ Pichai คาดการณ์ไว้ ก็มีความเป็นไปได้ว่า AI ที่เราใช้กันในวันนี้อาจดูพื้นฐานอย่างน่าประหลาดใจในเวลาเพียงไม่กี่ปี — คล้ายกับการมองย้อนกลับไปยังโทรศัพท์ฝาพับก่อนยุคสมาร์ตโฟน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Sundar Pichai กล่าวในงาน Google I/O 2026 ว่า AI กำลังพัฒนาเร็วมากจนระบบในปัจจุบันอาจดู “ล้าสมัยเหมือนโทรศัพท์ฝาพับ” ภายในสามปี [7]
Sundar Pichai กล่าวในงาน Google I/O 2026 ว่า AI กำลังพัฒนาเร็วมากจนระบบในปัจจุบันอาจดู “ล้าสมัยเหมือนโทรศัพท์ฝาพับ” ภายในสามปี [7] Google เปิดตัวเครื่องมือใหม่ เช่น Gemini Spark (เอเจนต์ AI ส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง), Gemini 3.5 Flash (โมเดลสำหรับงานโค้ดและระบบเอเจนต์), และ Gemini Omni (AI สร้างวิดีโอจากหลายรูปแบบข้อมูล) [51][54][55]
บริษัทกำลังผลักดันยุคใหม่ที่เรียกว่า “agentic Gemini era” ซึ่ง AI จะสามารถวางแผน คิดวิเคราะห์ และทำงานแทนผู้ใช้ได้ ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม [3]