พอร์ตแบบดั้งเดิม 60/40 แบ่งเงินลงทุน 60% ไปยังหุ้น และอีก 40% ไปยังพันธบัตร จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่การกระจายความเสี่ยง เพราะในภาวะที่หุ้นอ่อนตัว พันธบัตรคุณภาพดีมักช่วยลดแรงกระแทกของพอร์ตได้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวพังลงในปี 2022 เมื่อหุ้นและพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน สำหรับผู้เกษียณอายุและนักลงทุนที่หวังให้พันธบัตรทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลหุ้น เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นข้อจำกัดของการจัดสรรสินทรัพย์แบบเดิมอย่างชัดเจน การปรับตัวลงของพอร์ต 60/40 ในเวลานั้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการขาดทุนที่พบในตลาดหุ้นขาลงซึ่งรุนแรงกว่า แม้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นเองจะไม่ได้สุดโต่งเท่ากัน
แนวทางของ Wilson ไม่ใช่การเลิกถือสินทรัพย์ตราสารหนี้ทั้งหมด แต่คือการลด อายุเฉลี่ยของพันธบัตร (bond duration) ซึ่งช่วยจำกัดความอ่อนไหวต่อการขาดทุนเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น พร้อมพิจารณาทองคำและสินทรัพย์ลักษณะคล้ายโภคภัณฑ์เป็นตัวกระจายความเสี่ยงเชิงรับ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึง Bitcoin ในกลุ่มสินทรัพย์ที่อาจช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ
ในกรอบคิดนี้ ทองคำไม่ได้ถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้เป็นหลัก แต่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต เมื่อเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน หรือความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบเดิมมีประสิทธิภาพลดลง
Wilson อธิบายตลาดในปี 2026 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนเข้าสู่โภคภัณฑ์ในวงกว้าง โดยเริ่มจากหุ้นเหมืองทองคำและเงิน ก่อนขยายไปยังแร่หายากและโลหะประเภทอื่น พลังงาน และเซมิคอนดักเตอร์
แก่นสำคัญของแนวโน้มนี้คือ นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่อาจเคลื่อนไหวแตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้แบบดั้งเดิม เพื่อช่วยจัดการความเสี่ยงของพอร์ต ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์โภคภัณฑ์หรือหุ้นเหมืองทุกประเภทจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันเสมอ
เป้าหมายทองคำที่ Morgan Stanley คาดไว้สำหรับครึ่งหลังของปีที่ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน โดยบทวิเคราะห์ที่มีอยู่ระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่มากกับการกลับมาของเงินลงทุนในกองทุน ETF ทองคำ แม้แรงซื้อจากธนาคารกลางอาจยังช่วยพยุงตลาด แต่ผู้ลงทุนใน ETF มักตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความคาดหมายเกี่ยวกับนโยบาย Fed อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง และค่าเงินดอลลาร์
ปัจจัยที่อาจกดดันทองคำ ได้แก่
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำแบบตรงไปตรงมาเสมอไป เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและ Fed เลื่อนการลดดอกเบี้ย ผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็อาจหักล้างแรงซื้อทองคำเพื่อหลบภัยได้
ฉากทัศน์ที่เป็นบวกกว่าสำหรับทองคำ คือข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนตัว ความคาดหมายเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยลดลง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับลด เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินลงทุนใน ETF กลับมาเพิ่มขึ้น
เงินอาจได้รับประโยชน์หากการหมุนเข้าสู่โลหะมีค่าและโภคภัณฑ์ขยายวงกว้างขึ้น แต่โดยทั่วไปมีแนวโน้มผันผวนมากกว่าทองคำ หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันว่าเงินจะขึ้นไปถึงระดับ 75–100 ดอลลาร์หรือสูงกว่านั้น ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวควรถูกมองเป็นฉากทัศน์เชิงเก็งกำไร ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่มีหลักฐานรองรับแล้ว
การซื้อขายในช่วงที่รายงานสะท้อนภาพทั้งสองด้าน เงินเพิ่มขึ้น 1.32% มากกว่าทองคำที่เพิ่มขึ้น 0.44% แต่การเคลื่อนไหวเพียงวันเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันแนวโน้มระยะยาว หากอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อโลหะมีค่า เงินก็อาจปรับตัวลงแรงกว่าทองคำได้เช่นกัน
UBS ระบุว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับเป้าหมายราคาปี 2026 ขึ้นเป็น 6,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์สำหรับเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน จากเดิม 5,000 ดอลลาร์ ก่อนคาดว่าราคาจะชะลอลงมาอยู่ที่ 5,900 ดอลลาร์ช่วงสิ้นปี 2026
เป้าหมายของ UBS สูงกว่าการคาดการณ์ทองคำที่ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังปีของ Morgan Stanley อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดควรถูกอ่านในฐานะประมาณการของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่คำยืนยันผลตอบแทนในอนาคต ความแตกต่างระหว่างตัวเลขของทั้งสองสถาบันย้ำว่า แม้ภาพระยะยาวของทองคำอาจยังเป็นบวก แต่เส้นทางข้างหน้าขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง การเคลื่อนไหวของสกุลเงิน กระแสเงินลงทุน และผลของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่อเงินเฟ้อ
สำหรับการจัดพอร์ต ข้อเสนอของ Wilson จึงไม่ได้หมายความเพียงว่า “ซื้อทองคำ” แต่คือบทเรียนจากปี 2022 ที่หุ้นและพันธบัตรร่วงลงพร้อมกัน ทำให้นักลงทุนอาจต้องมีสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงที่หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยภายในสัดส่วนพันธบัตรอย่างรอบคอบ
พอร์ตแบบดั้งเดิม 60/40 แบ่งเงินลงทุน 60% ไปยังหุ้น และอีก 40% ไปยังพันธบัตร จุดแข็งของแนวทางนี้อยู่ที่การกระจายความเสี่ยง เพราะในภาวะที่หุ้นอ่อนตัว พันธบัตรคุณภาพดีมักช่วยลดแรงกระแทกของพอร์ตได้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวพังลงในปี 2022 เมื่อหุ้นและพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน สำหรับผู้เกษียณอายุและนักลงทุนที่หวังให้พันธบัตรทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงดุลหุ้น เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นข้อจำกัดของการจัดสรรสินทรัพย์แบบเดิมอย่างชัดเจน การปรับตัวลงของพอร์ต 60/40 ในเวลานั้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการขาดทุนที่พบในตลาดหุ้นขาลงซึ่งรุนแรงกว่า แม้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นเองจะไม่ได้สุดโต่งเท่ากัน
แนวทางของ Wilson ไม่ใช่การเลิกถือสินทรัพย์ตราสารหนี้ทั้งหมด แต่คือการลด อายุเฉลี่ยของพันธบัตร (bond duration) ซึ่งช่วยจำกัดความอ่อนไหวต่อการขาดทุนเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น พร้อมพิจารณาทองคำและสินทรัพย์ลักษณะคล้ายโภคภัณฑ์เป็นตัวกระจายความเสี่ยงเชิงรับ นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึง Bitcoin ในกลุ่มสินทรัพย์ที่อาจช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ
ในกรอบคิดนี้ ทองคำไม่ได้ถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้เป็นหลัก แต่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต เมื่อเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน หรือความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรทำให้การกระจายความเสี่ยงแบบเดิมมีประสิทธิภาพลดลง
Wilson อธิบายตลาดในปี 2026 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนเข้าสู่โภคภัณฑ์ในวงกว้าง โดยเริ่มจากหุ้นเหมืองทองคำและเงิน ก่อนขยายไปยังแร่หายากและโลหะประเภทอื่น พลังงาน และเซมิคอนดักเตอร์
แก่นสำคัญของแนวโน้มนี้คือ นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่อาจเคลื่อนไหวแตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้แบบดั้งเดิม เพื่อช่วยจัดการความเสี่ยงของพอร์ต ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์โภคภัณฑ์หรือหุ้นเหมืองทุกประเภทจะปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันเสมอ
เป้าหมายทองคำที่ Morgan Stanley คาดไว้สำหรับครึ่งหลังของปีที่ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน โดยบทวิเคราะห์ที่มีอยู่ระบุว่า เป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่มากกับการกลับมาของเงินลงทุนในกองทุน ETF ทองคำ แม้แรงซื้อจากธนาคารกลางอาจยังช่วยพยุงตลาด แต่ผู้ลงทุนใน ETF มักตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความคาดหมายเกี่ยวกับนโยบาย Fed อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง และค่าเงินดอลลาร์
ปัจจัยที่อาจกดดันทองคำ ได้แก่
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำแบบตรงไปตรงมาเสมอไป เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและ Fed เลื่อนการลดดอกเบี้ย ผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็อาจหักล้างแรงซื้อทองคำเพื่อหลบภัยได้
ฉากทัศน์ที่เป็นบวกกว่าสำหรับทองคำ คือข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนตัว ความคาดหมายเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยลดลง อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับลด เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินลงทุนใน ETF กลับมาเพิ่มขึ้น
เงินอาจได้รับประโยชน์หากการหมุนเข้าสู่โลหะมีค่าและโภคภัณฑ์ขยายวงกว้างขึ้น แต่โดยทั่วไปมีแนวโน้มผันผวนมากกว่าทองคำ หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ยืนยันว่าเงินจะขึ้นไปถึงระดับ 75–100 ดอลลาร์หรือสูงกว่านั้น ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวควรถูกมองเป็นฉากทัศน์เชิงเก็งกำไร ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่มีหลักฐานรองรับแล้ว
การซื้อขายในช่วงที่รายงานสะท้อนภาพทั้งสองด้าน เงินเพิ่มขึ้น 1.32% มากกว่าทองคำที่เพิ่มขึ้น 0.44% แต่การเคลื่อนไหวเพียงวันเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันแนวโน้มระยะยาว หากอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อโลหะมีค่า เงินก็อาจปรับตัวลงแรงกว่าทองคำได้เช่นกัน
UBS ระบุว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับเป้าหมายราคาปี 2026 ขึ้นเป็น 6,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์สำหรับเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน จากเดิม 5,000 ดอลลาร์ ก่อนคาดว่าราคาจะชะลอลงมาอยู่ที่ 5,900 ดอลลาร์ช่วงสิ้นปี 2026
เป้าหมายของ UBS สูงกว่าการคาดการณ์ทองคำที่ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังปีของ Morgan Stanley อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดควรถูกอ่านในฐานะประมาณการของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่คำยืนยันผลตอบแทนในอนาคต ความแตกต่างระหว่างตัวเลขของทั้งสองสถาบันย้ำว่า แม้ภาพระยะยาวของทองคำอาจยังเป็นบวก แต่เส้นทางข้างหน้าขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง การเคลื่อนไหวของสกุลเงิน กระแสเงินลงทุน และผลของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่อเงินเฟ้อ
สำหรับการจัดพอร์ต ข้อเสนอของ Wilson จึงไม่ได้หมายความเพียงว่า “ซื้อทองคำ” แต่คือบทเรียนจากปี 2022 ที่หุ้นและพันธบัตรร่วงลงพร้อมกัน ทำให้นักลงทุนอาจต้องมีสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงที่หลากหลายขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยภายในสัดส่วนพันธบัตรอย่างรอบคอบ