กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33% Amazon รับรู้รายได้อื่น 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ขณะที่ FactSet ระบุว่า Alphabet มีกำไรจากหลักทรัพย์ทุนที่ยังไม่รับรู้ประมาณ 9.8...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did gains in AI-related investments—particularly Amazon’s $53.4 billion in non-operating pre-tax income from its Anthropic investment an. Article summary: The 52% headline growth rate was substantially lifted by non-cash, mark-to-market gains on AI investments rather than by operating profit alone. Amazon’s Anthropic-related income and Alphabet’s unrealized equity-security. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ดูแข็งแกร่งเป็นพิเศษบนตัวเลขหน้าพาดหัว โดย FactSet ประเมินว่ากำไรแบบ blended ของดัชนี ซึ่งรวมทั้งผลประกอบการที่ประกาศแล้วและประมาณการของบริษัทที่ยังไม่รายงาน เติบโต 50.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายงานในเวลาต่อมาระบุว่าดัชนีอาจปิดฤดูกาลด้วยการเติบโตประมาณ 52% ภาคเทคโนโลยีมีกำไรเพิ่มขึ้นถึงราว 74% 1
12
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวได้รับแรงหนุนอย่างมากจากกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุนในบริษัท AI ของ Alphabet และ Amazon หากตัดผลประกอบการของสองบริษัทนี้ออก การเติบโตของกำไร S&P 500 จะลดลงเหลือประมาณ 32%-33% ซึ่งยังถือว่าแข็งแกร่ง แต่สะท้อนภาพการเติบโตของธุรกิจหลักได้ดีกว่า 2
6
10
กำไรแบบ mark-to-market หรือการประเมินมูลค่าตามราคาตลาด เกิดขึ้นเมื่อมูลค่าประเมินของสินทรัพย์ที่บริษัทถืออยู่เพิ่มขึ้น บริษัทอาจบันทึกกำไรดังกล่าวในงบกำไรขาดทุนตามหลักบัญชี GAAP แม้จะยังไม่ได้ขายสินทรัพย์และยังไม่ได้รับเงินสดจริง
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างชัดเจน FactSet ระบุว่า Amazon มีรายได้อื่นในไตรมาสดังกล่าว 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ส่วน Alphabet มีรายได้อื่นจากกำไรประมาณ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรที่ยังไม่รับรู้จากหลักทรัพย์ทุน 12
ตัวเลข 7.71 หมื่นล้านดอลลาร์ของ Alphabet ที่ปรากฏในคำถามตั้งต้นไม่สอดคล้องกับข้อมูล FactSet ที่มีอยู่สำหรับไตรมาสนี้ ซึ่งระบุไว้ที่ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ไม่ควรนำตัวเลขกำไรของทั้งสองบริษัทไปลบออกจากอัตราการเติบโตของ S&P 500 แบบตรง ๆ เพราะการคำนวณของดัชนีขึ้นอยู่กับน้ำหนักกำไรของแต่ละบริษัท จำนวนบริษัทที่รายงานแล้ว ช่วงเวลาที่ใช้เปรียบเทียบ และวิธีจัดประเภทผลประกอบการ
การเปรียบเทียบที่มีประโยชน์กว่าคือ:
ดังนั้น การปรับตัวเลขไม่ได้แปลว่าฤดูประกาศผลประกอบการครั้งนี้อ่อนแอ แต่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตที่พุ่งขึ้นประกอบด้วยทั้งการปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจจริง และกำไรจากการลงทุนที่มีขนาดใหญ่และอาจเกิดขึ้นซ้ำได้ยาก 2
6
10
13
ข้อมูลโดยรวมไม่สนับสนุนการสรุปว่าผลประกอบการทั้งหมดเป็นเพียง “กำไรบนกระดาษ” FactSet ระบุว่า บริษัทใน S&P 500 จำนวน 86% รายงานกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หลังจากบริษัทประมาณ 88% ของดัชนีรายงานผลแล้ว นอกจากนี้ กำไรรวมยังสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ถึง 29.2% ในรายงานอัปเดตวันที่ 7 สิงหาคม 33
34
ภาพที่เหมาะสมจึงมีอยู่สองด้าน:
การเติบโตของกำไรภาคเทคโนโลยีที่ 74% จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุนครั้งใหญ่ของ Alphabet และ Amazon 1
5
กำไรที่ยังไม่รับรู้สามารถพลิกกลับได้ หากมูลค่าตลาดของบริษัท AI เอกชนลดลง กลไกบัญชีเดียวกันอาจทำให้บริษัทต้องบันทึกขาดทุนจากการลงทุนในไตรมาสถัดไป แม้รายได้จากผลิตภัณฑ์หลักหรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ากำไรจากการลงทุนใน AI ทุกก้อนจะไม่ถูกต้องตามหลักบัญชี แต่คือคำถามเรื่องความยั่งยืน นักลงทุนอาจตีมูลค่าการเติบโตของกำไรที่มากกว่า 50% ราวกับเป็นกำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นซ้ำได้ ก่อนพบว่าไตรมาสต่อไปไม่มีการปรับขึ้นของมูลค่าการลงทุนในระดับเดียวกัน หรืออาจมีการปรับลดมูลค่าจนกลายเป็นขาดทุน
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามในไตรมาสต่อ ๆ ไป ได้แก่:
วัฏจักรการลงทุน AI ยังทำให้เกิดคำถามเรื่อง “การจัดหาเงินทุนแบบหมุนเวียน” หรือ circular financing ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการคลาวด์ นักลงทุน ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทพัฒนาโมเดล AI จะช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่กันและกัน
โครงสร้างลักษณะนี้อาจช่วยให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมูลค่าบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดตัวเลขอุปสงค์และกำไรจากการประเมินมูลค่าก่อนที่กระแสเงินสดจากลูกค้าปลายทางจะเติบโตตามทัน
นี่เป็นกรอบความเสี่ยงสำหรับการวิเคราะห์ ไม่ใช่หลักฐานว่าธุรกรรมใดธุรกรรมหนึ่งไม่ชอบมาพากล คำถามสำคัญคือ ในท้ายที่สุดบริษัท AI จะสร้างรายได้จากลูกค้าภายนอกและกระแสเงินสดได้มากพอที่จะรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังได้รับเงินทุนหรือไม่
กรณี Nvidia ตกลงให้การค้ำประกันสูงสุด 1.05 แสนล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในรัฐโอไฮโอของ OpenAI เป็นตัวอย่างที่ทำให้นักลงทุนตรวจสอบความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างใกล้ชิด Reuters รายงานว่า Nvidia จะลงทุนอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ใน SB Energy ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการและอยู่ภายใต้ SoftBank 17
18
อย่างไรก็ดี เงิน 1.05 แสนล้านดอลลาร์ดังกล่าวเป็นวงเงินค้ำประกัน ไม่ใช่การจ่ายเงินสดทันที ความเสี่ยงที่ Nvidia จะต้องรับผิดชอบจริงจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของข้อตกลง และว่าภาระผูกพันจะถูกเรียกใช้หรือไม่ 17
18
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากไตรมาส 2 ไม่ใช่กำไร S&P 500 เป็นตัวเลขปลอม แต่คือการต้องแยกองค์ประกอบของตัวเลขหน้าพาดหัวออกจากกัน
อัตราการเติบโตประมาณ 50.4%-52% รวมทั้งกำไรจากการดำเนินงานและกำไรจากการปรับมูลค่าการลงทุน ส่วนตัวเลขประมาณ 32%-33% หลังตัด Alphabet และ Amazon ออก เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความกว้างของวัฏจักรกำไรพื้นฐานได้ดีกว่า ขณะเดียวกันก็ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทในดัชนีมีการเติบโตอย่างมาก 2
6
10
เมื่อผลประกอบการไตรมาสถัดไปทยอยออกมา นักลงทุนควรแยกติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง:
หากสองรายการแรกยังขยายตัวต่อเนื่อง ไตรมาส 2 ก็อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเติบโตจาก AI ที่ยั่งยืน แต่หากผลประกอบการในอนาคตพึ่งพาการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นที่บริษัทถืออยู่เป็นหลัก การเติบโตของกำไรที่ดูร้อนแรงก็จะเสี่ยงต่อการสร้างความผิดหวังมากขึ้น
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33%
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33% Amazon รับรู้รายได้อื่น 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ขณะที่ FactSet ระบุว่า Alphabet มีกำไรจากหลักทรัพย์ทุนที่ยังไม่รับรู้ประมาณ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ตัวเลขที่ปรับแล้วไม่ได้หมายความว่ากำไรโดยรวมอ่อนแอ แต่ชี้ว่าการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุน ซึ่งอาจพลิกกลับได้ในอนาคต
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33% Amazon รับรู้รายได้อื่น 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ขณะที่ FactSet ระบุว่า Alphabet มีกำไรจากหลักทรัพย์ทุนที่ยังไม่รับรู้ประมาณ 9.8...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did gains in AI-related investments—particularly Amazon’s $53.4 billion in non-operating pre-tax income from its Anthropic investment an. Article summary: The 52% headline growth rate was substantially lifted by non-cash, mark-to-market gains on AI investments rather than by operating profit alone. Amazon’s Anthropic-related income and Alphabet’s unrealized equity-security. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ดูแข็งแกร่งเป็นพิเศษบนตัวเลขหน้าพาดหัว โดย FactSet ประเมินว่ากำไรแบบ blended ของดัชนี ซึ่งรวมทั้งผลประกอบการที่ประกาศแล้วและประมาณการของบริษัทที่ยังไม่รายงาน เติบโต 50.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายงานในเวลาต่อมาระบุว่าดัชนีอาจปิดฤดูกาลด้วยการเติบโตประมาณ 52% ภาคเทคโนโลยีมีกำไรเพิ่มขึ้นถึงราว 74% 1
12
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวได้รับแรงหนุนอย่างมากจากกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุนในบริษัท AI ของ Alphabet และ Amazon หากตัดผลประกอบการของสองบริษัทนี้ออก การเติบโตของกำไร S&P 500 จะลดลงเหลือประมาณ 32%-33% ซึ่งยังถือว่าแข็งแกร่ง แต่สะท้อนภาพการเติบโตของธุรกิจหลักได้ดีกว่า 2
6
10
กำไรแบบ mark-to-market หรือการประเมินมูลค่าตามราคาตลาด เกิดขึ้นเมื่อมูลค่าประเมินของสินทรัพย์ที่บริษัทถืออยู่เพิ่มขึ้น บริษัทอาจบันทึกกำไรดังกล่าวในงบกำไรขาดทุนตามหลักบัญชี GAAP แม้จะยังไม่ได้ขายสินทรัพย์และยังไม่ได้รับเงินสดจริง
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างชัดเจน FactSet ระบุว่า Amazon มีรายได้อื่นในไตรมาสดังกล่าว 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ส่วน Alphabet มีรายได้อื่นจากกำไรประมาณ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรที่ยังไม่รับรู้จากหลักทรัพย์ทุน 12
ตัวเลข 7.71 หมื่นล้านดอลลาร์ของ Alphabet ที่ปรากฏในคำถามตั้งต้นไม่สอดคล้องกับข้อมูล FactSet ที่มีอยู่สำหรับไตรมาสนี้ ซึ่งระบุไว้ที่ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ไม่ควรนำตัวเลขกำไรของทั้งสองบริษัทไปลบออกจากอัตราการเติบโตของ S&P 500 แบบตรง ๆ เพราะการคำนวณของดัชนีขึ้นอยู่กับน้ำหนักกำไรของแต่ละบริษัท จำนวนบริษัทที่รายงานแล้ว ช่วงเวลาที่ใช้เปรียบเทียบ และวิธีจัดประเภทผลประกอบการ
การเปรียบเทียบที่มีประโยชน์กว่าคือ:
ดังนั้น การปรับตัวเลขไม่ได้แปลว่าฤดูประกาศผลประกอบการครั้งนี้อ่อนแอ แต่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตที่พุ่งขึ้นประกอบด้วยทั้งการปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจจริง และกำไรจากการลงทุนที่มีขนาดใหญ่และอาจเกิดขึ้นซ้ำได้ยาก 2
6
10
13
ข้อมูลโดยรวมไม่สนับสนุนการสรุปว่าผลประกอบการทั้งหมดเป็นเพียง “กำไรบนกระดาษ” FactSet ระบุว่า บริษัทใน S&P 500 จำนวน 86% รายงานกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หลังจากบริษัทประมาณ 88% ของดัชนีรายงานผลแล้ว นอกจากนี้ กำไรรวมยังสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ถึง 29.2% ในรายงานอัปเดตวันที่ 7 สิงหาคม 33
34
ภาพที่เหมาะสมจึงมีอยู่สองด้าน:
การเติบโตของกำไรภาคเทคโนโลยีที่ 74% จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุนครั้งใหญ่ของ Alphabet และ Amazon 1
5
กำไรที่ยังไม่รับรู้สามารถพลิกกลับได้ หากมูลค่าตลาดของบริษัท AI เอกชนลดลง กลไกบัญชีเดียวกันอาจทำให้บริษัทต้องบันทึกขาดทุนจากการลงทุนในไตรมาสถัดไป แม้รายได้จากผลิตภัณฑ์หลักหรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ากำไรจากการลงทุนใน AI ทุกก้อนจะไม่ถูกต้องตามหลักบัญชี แต่คือคำถามเรื่องความยั่งยืน นักลงทุนอาจตีมูลค่าการเติบโตของกำไรที่มากกว่า 50% ราวกับเป็นกำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นซ้ำได้ ก่อนพบว่าไตรมาสต่อไปไม่มีการปรับขึ้นของมูลค่าการลงทุนในระดับเดียวกัน หรืออาจมีการปรับลดมูลค่าจนกลายเป็นขาดทุน
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามในไตรมาสต่อ ๆ ไป ได้แก่:
วัฏจักรการลงทุน AI ยังทำให้เกิดคำถามเรื่อง “การจัดหาเงินทุนแบบหมุนเวียน” หรือ circular financing ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการคลาวด์ นักลงทุน ผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทพัฒนาโมเดล AI จะช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่กันและกัน
โครงสร้างลักษณะนี้อาจช่วยให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมูลค่าบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดตัวเลขอุปสงค์และกำไรจากการประเมินมูลค่าก่อนที่กระแสเงินสดจากลูกค้าปลายทางจะเติบโตตามทัน
นี่เป็นกรอบความเสี่ยงสำหรับการวิเคราะห์ ไม่ใช่หลักฐานว่าธุรกรรมใดธุรกรรมหนึ่งไม่ชอบมาพากล คำถามสำคัญคือ ในท้ายที่สุดบริษัท AI จะสร้างรายได้จากลูกค้าภายนอกและกระแสเงินสดได้มากพอที่จะรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังได้รับเงินทุนหรือไม่
กรณี Nvidia ตกลงให้การค้ำประกันสูงสุด 1.05 แสนล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับการเช่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในรัฐโอไฮโอของ OpenAI เป็นตัวอย่างที่ทำให้นักลงทุนตรวจสอบความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างใกล้ชิด Reuters รายงานว่า Nvidia จะลงทุนอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ใน SB Energy ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการและอยู่ภายใต้ SoftBank 17
18
อย่างไรก็ดี เงิน 1.05 แสนล้านดอลลาร์ดังกล่าวเป็นวงเงินค้ำประกัน ไม่ใช่การจ่ายเงินสดทันที ความเสี่ยงที่ Nvidia จะต้องรับผิดชอบจริงจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของข้อตกลง และว่าภาระผูกพันจะถูกเรียกใช้หรือไม่ 17
18
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดจากไตรมาส 2 ไม่ใช่กำไร S&P 500 เป็นตัวเลขปลอม แต่คือการต้องแยกองค์ประกอบของตัวเลขหน้าพาดหัวออกจากกัน
อัตราการเติบโตประมาณ 50.4%-52% รวมทั้งกำไรจากการดำเนินงานและกำไรจากการปรับมูลค่าการลงทุน ส่วนตัวเลขประมาณ 32%-33% หลังตัด Alphabet และ Amazon ออก เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความกว้างของวัฏจักรกำไรพื้นฐานได้ดีกว่า ขณะเดียวกันก็ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทในดัชนีมีการเติบโตอย่างมาก 2
6
10
เมื่อผลประกอบการไตรมาสถัดไปทยอยออกมา นักลงทุนควรแยกติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง:
หากสองรายการแรกยังขยายตัวต่อเนื่อง ไตรมาส 2 ก็อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเติบโตจาก AI ที่ยั่งยืน แต่หากผลประกอบการในอนาคตพึ่งพาการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นที่บริษัทถืออยู่เป็นหลัก การเติบโตของกำไรที่ดูร้อนแรงก็จะเสี่ยงต่อการสร้างความผิดหวังมากขึ้น
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33%
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2 เติบโตประมาณ 50.4% 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากไม่นับ Alphabet และ Amazon การเติบโตจะลดลงเหลือราว 32% 33% Amazon รับรู้รายได้อื่น 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Anthropic ขณะที่ FactSet ระบุว่า Alphabet มีกำไรจากหลักทรัพย์ทุนที่ยังไม่รับรู้ประมาณ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ตัวเลขที่ปรับแล้วไม่ได้หมายความว่ากำไรโดยรวมอ่อนแอ แต่ชี้ว่าการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าการลงทุน ซึ่งอาจพลิกกลับได้ในอนาคต