Recursive Self-Improvement หรือการพัฒนาแบบเรียกซ้ำด้วยตัวเอง คือกระบวนการที่ระบบ AI เข้าไปมีส่วนช่วยออกแบบตัวมันเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น แทนที่จะรอให้วิศวกรที่เป็นมนุษย์มาลงมือแก้ไขทุกอย่างเพียงลำพัง ระบบจะเข้ามาจัดการงานต่างๆ เช่น:
หากระบบเหล่านี้ทำงานได้จริงอย่างน่าเชื่อถือ มันจะสามารถเร่งความก้าวหน้าของ AI ได้อย่างก้าวกระโดด เพราะการพัฒนาที่เคยพึ่งพาความเร็วของทีมวิจัยมนุษย์เพียงอย่างเดียว จะเกิดขึ้นผ่านการลองผิดลองถูกและการทำซ้ำอัตโนมัติของตัวระบบเอง
นักลงทุนและนักวิจัยมองว่าแนวคิดนี้ทรงพลังเป็นพิเศษเพราะ ตัว AI เองก็คือซอฟต์แวร์ ดังที่หนึ่งในนักวิจัยของโปรเจกต์ให้สัมภาษณ์ว่า "AI คือโค้ด และตอนนี้ AI ก็เขียนโค้ดเป็นแล้ว"
นัยของคำพูดนี้คือ ทันทีที่ระบบ AI สามารถออกแบบและทดสอบการอัปเกรดของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ วงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ไม่รู้จบก็จะเกิดขึ้น โดย GV (Google Ventures) หนึ่งในผู้นำการลงทุนมองว่า เป้าหมายระยะยาวคือการสร้าง AI ที่เรียนรู้ผ่าน อัลกอริทึมแบบเปิดกว้าง (Open-Ended Algorithms) ที่สามารถขับเคลื่อนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง
Recursive Superintelligence เปิดตัวมาพร้อมเงินทุนจำนวนมากสำหรับสตาร์ทอัพที่พึ่งออกจากโหมดลับ นั่นคือ เงินระดมทุนกว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23,200 ล้านบาท ที่มูลค่าบริษัท (Valuation) สูงถึง 4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้นำในการระดมทุนรอบนี้คือ GV (Google Ventures) และ Greycroft โดยยังมีผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD เข้าร่วมลงทุนด้วย การระดมทุนในระดับนี้มีความน่าสนใจหลายประการ:
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารอบระดมทุนนี้มีนักลงทุนสนใจ ล้นหลาม (Heavily Oversubscribed) อย่างมาก แสดงถึงความต้องการร่วมลงทุนที่สูงในหมู่นักลงทุน
แนวคิดเรื่อง Recursive Self-Improvement ถูกพูดถึงในเชิงทฤษฎีมานานแล้วว่าเป็นจุดพลิกผันของวงการ AI หากเครื่องจักรสามารถพัฒนาอัลกอริทึม กระบวนการเทรน หรือสถาปัตยกรรมที่จะใช้ผลิตโมเดลรุ่นต่อไปได้ด้วยตัวเอง ความก้าวหน้าอาจพุ่งทะลุกรอบระยะเวลาที่การวิจัยด้วยมนุษย์จะทำได้
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมสตาร์ทอัพที่เลือกเส้นทางนี้จึงดึงดูดความสนใจได้มาก เพราะพวกเขาไม่ได้แค่ต้องการสร้างโมเดลที่เก่งขึ้น แต่ต้องการสร้าง ระบบที่ช่วย 'ประดิษฐ์' AI รุ่นต่อไปขึ้นมาเอง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็ยังคงอยู่ในขั้นที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างสมบูรณ์ แม้ว่า AI ในปัจจุบันจะช่วยเขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล และออกแบบการทดลองเบื้องต้นได้แล้ว แต่นักวิจัยก็ยังไม่สามารถสาธิตวงจรการพัฒนาแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ที่สามารถยกระดับโมเดลขั้นแนวหน้าได้อย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย โดยปราศจากการควบคุมดูแลจากมนุษย์
Recursive Superintelligence คือตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในอุตสาหกรรม AI จากยุคแห่งการสร้างโมเดล สู่ยุคแห่งการสร้าง 'ระบบวิจัยอัตโนมัติ'
ด้วยทีมผู้ก่อตั้งระดับแนวหน้า ผนวกกับเงินทุนก้อนโตที่ระดมได้ตั้งแต่เริ่มต้น สตาร์ทอัพรายนี้ได้วางตำแหน่งตัวเองเทียบชั้นกับห้องทดลองที่กำลังสำรวจว่า 'การพัฒนาแบบเรียกซ้ำ' จะปลดล็อกขีดความสามารถขั้นต่อไปของ AI ได้หรือไม่
วิสัยทัศน์นั้นจะสำเร็จหรือไม่ยังคงเป็นปริศนา แต่ขนาดของการลงทุนและคุณภาพของนักวิจัยที่มารวมตัวกัน สะท้อนชัดว่าคนในโลกเทคโนโลยีและการลงทุนระดับโลกจำนวนมากเชื่อว่า การไล่ล่า 'AI ที่เก่งขึ้นได้ด้วยตัวเอง' อาจเป็นบทใหม่ที่สำคัญที่สุดของวงการนี้เลยทีเดียว
Comments
0 comments