เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC เสนอกรอบกฎใหม่ชื่อ Regulation Crypto Assets สำหรับสัญญาการลงทุนบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล
ข้อเสนอนี้มีข้อยกเว้นจากข้อกำหนดการจดทะเบียนตามกฎหมายหลักทรัพย์สหรัฐฯ 2 รูปแบบ ได้แก่
นอกจากนี้ยังมี Safe Harbor แบบมีเงื่อนไข ซึ่งกำหนดกรอบว่าเมื่อใดสินทรัพย์ดิจิทัลอาจไม่ถูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาการลงทุนอีกต่อไป ทั้งนี้ ผู้ออกสินทรัพย์ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงกฎหมายต่อต้านการฉ้อโกงและการปั่นตลาด
กรอบดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุปทานของ Ethereum กิจกรรมบนเครือข่าย หรือกระแสเงินสดของตัวสินทรัพย์โดยตรง ผลกระทบต่อตลาดจึงเป็นทางอ้อมมากกว่า กล่าวคือ กฎที่ชัดเจนขึ้นอาจลดส่วนลดด้านกฎหมายและต้นทุนการระดมทุนที่นักลงทุนเคยนำไปหักออกจากมูลค่าของโครงการคริปโตและแพลตฟอร์มซื้อขาย
Reuters ระบุว่าข้อเสนอนี้เป็นก้าวสำคัญของการออกแบบกฎเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต ขณะที่ SEC ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวต่อยอดจากการตีความในเดือนมีนาคม 2026 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกรรมบางประเภท
แต่ต้องย้ำว่า Regulation Crypto Assets ยังเป็นเพียงข้อเสนอ รายละเอียดสุดท้าย กำหนดเวลาบังคับใช้ และความแข็งแรงทางกฎหมายยังไม่แน่นอน ดังนั้น ข่าวนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวเร่งความเชื่อมั่น มากกว่าจะเป็นการยุติความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์
การถูกบังคับปิดสถานะอธิบายได้ว่าทำไมราคาจึงพุ่งเร็ว แต่กระแสเงินเข้าสู่ Spot Ethereum ETF ชี้ว่าแรงซื้อบางส่วนอาจมาจากนักลงทุนที่ต้องการถือครอง Ethereum ผ่านผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
รายงานหนึ่งระบุว่า Spot Ethereum ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 189.15 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ขณะที่รายงานอีกชุดระบุว่าเงินไหลเข้าในวันที่ 20 สิงหาคมสูงกว่า 220 ล้านดอลลาร์ โดยมีประมาณการหนึ่งอยู่ที่ 220.77 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะการปิดสถานะชอร์ตเป็นแรงซื้อที่เกิดขึ้นชั่วคราว เทรดเดอร์ที่ถูกบังคับปิดสถานะต้องซื้อคืนสัญญาเพื่อยุติการขาดทุน แต่ธุรกรรมดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเสมอไป หากเงินไหลเข้า ETF ยังคงต่อเนื่องหลังคลื่นการล้างสถานะจบลง ก็จะเป็นหลักฐานที่แข็งแรงกว่าว่าความต้องการซื้อยังมีอยู่จริง
อย่างไรก็ดี รายงานต่าง ๆ ให้ตัวเลขยอดเงินไหลเข้าและช่วงเวลาวัดผลไม่ตรงกันทั้งหมด จึงควรมองตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลตลาดตามช่วงเวลา ไม่ใช่ตัวเลขสรุปเดียวที่ยืนยันได้อย่างเด็ดขาด
หลังจาก ETH ทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 2,000 ดอลลาร์ และต่อมาผ่านโซน 2,150 ดอลลาร์ เทรดเดอร์ที่เดิมพันว่าราคาจะร่วงต่อถูกบังคับให้ซื้อสัญญาคืน หรือถูกระบบของตลาดซื้อขายล้างสถานะ
รายงานตลาดประเมินว่าการล้างสถานะชอร์ตทั่วทั้งตลาดคริปโตอยู่ที่ราว 2.5–2.7 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มูลค่าการล้างสถานะของ ETH เองสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในบางรายงาน
กลไกนี้ทำให้เกิดวงจรเร่งตัวของราคา:
รายงานบางฉบับยังระบุว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นประมาณ 480% ภายใน 24 ชั่วโมง แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและวิธีคำนวณ ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นยืนยันว่ามีผู้เข้าร่วมตลาดมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถบอกได้ด้วยตัวเองว่าเป็นการสะสมระยะยาวหรือการเทรดอนุพันธ์ที่ใช้เลเวอเรจสูง
ด่านแรกคือโซน 2,400–2,450 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งระดับจิตวิทยาและแนวต้านทางเทคนิค รายงานหนึ่งระบุว่า หาก ETH ปิดรายสัปดาห์เหนือประมาณ 2,450 ดอลลาร์ได้ อาจเปิดทางไปสู่ระดับ 2,500 และ 3,000 ดอลลาร์ ขณะที่รายงานอีกฉบับมองเป้าหมายที่เป็นไปได้ไว้บริเวณ 2,800–3,000 ดอลลาร์หลังการเบรกเอาต์ได้รับการยืนยัน
ข้อมูลทางเทคนิคอีกชุดระบุแนวต้านถัดไปใกล้ 2,550, 2,647 และ 2,721 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ระดับเหล่านี้เป็นเพียงกรณีศึกษาจากกราฟ ไม่ใช่การรับประกันหรือคำพยากรณ์ระยะยาว
หาก ETH ถูกขายลงบริเวณ 2,450 ดอลลาร์และกลับมาทดสอบโซนเบรกเอาต์อีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าขาขึ้นจะจบลงทันที แต่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อยังต้องรับแรงขายจากนักลงทุนที่ทยอยทำกำไร
RSI ใกล้ 86 สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นที่รุนแรงมาก แต่ก็ทำให้ ETH อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปอย่างชัดเจน ภาวะ Overbought ไม่ได้แปลว่าราคาจะต้องร่วงทันที เพราะแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงสามารถอยู่ในภาวะนี้ได้นาน แต่หมายความว่าตลาดมีพื้นที่รองรับความผิดหวังน้อยลง และมีโอกาสพักฐานหรือทำกำไรมากขึ้น
การที่ราคาขยับสูงกว่าขอบบนของ Bollinger Band ประมาณ 5.5% แสดงว่า ETH เคลื่อนตัวออกห่างจากกรอบความผันผวนปกติในช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้ระหว่างการเบรกเอาต์ที่รุนแรง แต่การรักษาระยะห่างดังกล่าวจำเป็นต้องมีแรงซื้อใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากแรงซื้อชะลอตัว ความเสี่ยงที่ราคาจะย้อนกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยก็จะเพิ่มขึ้น
หาก MACD ในกรอบเวลา 1 ชั่วโมงอ่อนตัวลงขณะที่ราคายังอยู่ในระดับสูง นั่นอาจหมายถึงโมเมนตัมระยะสั้นเริ่มหมดแรง เป็นสัญญาณเตือนเรื่องความอ่อนล้าของราคา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ากำลังจะเกิดการกลับตัว เพราะแนวโน้มใหญ่ยังสามารถเป็นบวกได้แม้แรงส่งในช่วงสั้นจะลดลง
คำถามสำคัญคือ หลังจากผู้ถือสถานะชอร์ตถูกล้างออกจากตลาดแล้ว จะมีแรงซื้อใหม่เข้ามาแทนหรือไม่ การล้างสถานะช่วยกำจัดแรงขายจากผู้ที่เดิมพันขาลงได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่านักลงทุนจะยังคงสะสม ETH ที่ราคาสูงขึ้นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินเข้า ETF จึงเป็นข้อมูลยืนยันที่สำคัญ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายซึ่งมาจากตลาดอนุพันธ์และเลเวอเรจเป็นหลักจะให้ความมั่นใจน้อยกว่า
การปรับขึ้นของ Ethereum เกิดขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของตลาดคริปโตโดยรวม หาก Bitcoin หยุดขึ้นหรือความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงกลับทิศ ก็อาจกดดัน ETH ได้เช่นกัน รายงานตลาดยังกล่าวถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ว่าอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความผันผวน แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงสถานการณ์ที่ควรจับตา ไม่ใช่คำอธิบายที่มีการวัดผลแยกอย่างชัดเจนสำหรับการเคลื่อนไหวของ Ethereum จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่
ข้อเสนอของ SEC เองก็ยังเป็นความเสี่ยงเช่นกัน หากผ่านการประกาศใช้ กฎดังกล่าวอาจช่วยปรับมุมมองของอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น แต่รายละเอียดอาจเปลี่ยนระหว่างกระบวนการรับฟังความเห็น อาจเกิดความล่าช้า หรือเผชิญการท้าทายทางกฎหมาย ข่าวเชิงบวกจึงยังไม่เท่ากับกฎที่มีผลบังคับใช้จริง
การปรับขึ้นเกือบ 30% ของ Ethereum ควรทำความเข้าใจว่าเป็น การเบรกเอาต์ที่มีข่าวเป็นตัวเร่ง และถูกขยายด้วยกลไกของตลาดเลเวอเรจ ข้อเสนอของ SEC ช่วยปรับภาพรวมด้านกฎระเบียบให้เป็นบวก เงินไหลเข้า Spot Ethereum ETF สะท้อนความสนใจในตลาดซื้อขายจริง และการล้างสถานะชอร์ตของ ETH ซึ่งมีรายงานว่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ช่วยเร่งราคาให้ทะลุแนวต้าน
บททดสอบถัดไปคือ ETH จะยืนเหนือโซน 2,400–2,450 ดอลลาร์ได้หรือไม่ หลังแรงซื้อจากการบังคับปิดสถานะหมดลง หากราคายืนได้ เงินไหลเข้า ETF ยังต่อเนื่อง และเลเวอเรจลดลง โอกาสเดินหน้าสู่กรณีเป้าหมาย 2,800–3,000 ดอลลาร์ก็จะน่าเชื่อถือขึ้น
แต่หากราคาไม่สามารถรักษาโซนดังกล่าวไว้ได้ โดยเฉพาะเมื่อ RSI อยู่ใกล้ 86 และโมเมนตัมระยะสั้นเริ่มอ่อนลง ภาพที่มีน้ำหนักมากกว่าจะเป็นการพักฐานหรือย่อตัว ก่อนที่ Ethereum จะพยายามขึ้นต่ออีกครั้ง
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC เสนอกรอบกฎใหม่ชื่อ Regulation Crypto Assets สำหรับสัญญาการลงทุนบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล
ข้อเสนอนี้มีข้อยกเว้นจากข้อกำหนดการจดทะเบียนตามกฎหมายหลักทรัพย์สหรัฐฯ 2 รูปแบบ ได้แก่
นอกจากนี้ยังมี Safe Harbor แบบมีเงื่อนไข ซึ่งกำหนดกรอบว่าเมื่อใดสินทรัพย์ดิจิทัลอาจไม่ถูกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาการลงทุนอีกต่อไป ทั้งนี้ ผู้ออกสินทรัพย์ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงกฎหมายต่อต้านการฉ้อโกงและการปั่นตลาด
กรอบดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุปทานของ Ethereum กิจกรรมบนเครือข่าย หรือกระแสเงินสดของตัวสินทรัพย์โดยตรง ผลกระทบต่อตลาดจึงเป็นทางอ้อมมากกว่า กล่าวคือ กฎที่ชัดเจนขึ้นอาจลดส่วนลดด้านกฎหมายและต้นทุนการระดมทุนที่นักลงทุนเคยนำไปหักออกจากมูลค่าของโครงการคริปโตและแพลตฟอร์มซื้อขาย
Reuters ระบุว่าข้อเสนอนี้เป็นก้าวสำคัญของการออกแบบกฎเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต ขณะที่ SEC ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวต่อยอดจากการตีความในเดือนมีนาคม 2026 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกรรมบางประเภท
แต่ต้องย้ำว่า Regulation Crypto Assets ยังเป็นเพียงข้อเสนอ รายละเอียดสุดท้าย กำหนดเวลาบังคับใช้ และความแข็งแรงทางกฎหมายยังไม่แน่นอน ดังนั้น ข่าวนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวเร่งความเชื่อมั่น มากกว่าจะเป็นการยุติความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์
การถูกบังคับปิดสถานะอธิบายได้ว่าทำไมราคาจึงพุ่งเร็ว แต่กระแสเงินเข้าสู่ Spot Ethereum ETF ชี้ว่าแรงซื้อบางส่วนอาจมาจากนักลงทุนที่ต้องการถือครอง Ethereum ผ่านผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
รายงานหนึ่งระบุว่า Spot Ethereum ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 189.15 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ขณะที่รายงานอีกชุดระบุว่าเงินไหลเข้าในวันที่ 20 สิงหาคมสูงกว่า 220 ล้านดอลลาร์ โดยมีประมาณการหนึ่งอยู่ที่ 220.77 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะการปิดสถานะชอร์ตเป็นแรงซื้อที่เกิดขึ้นชั่วคราว เทรดเดอร์ที่ถูกบังคับปิดสถานะต้องซื้อคืนสัญญาเพื่อยุติการขาดทุน แต่ธุรกรรมดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเสมอไป หากเงินไหลเข้า ETF ยังคงต่อเนื่องหลังคลื่นการล้างสถานะจบลง ก็จะเป็นหลักฐานที่แข็งแรงกว่าว่าความต้องการซื้อยังมีอยู่จริง
อย่างไรก็ดี รายงานต่าง ๆ ให้ตัวเลขยอดเงินไหลเข้าและช่วงเวลาวัดผลไม่ตรงกันทั้งหมด จึงควรมองตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลตลาดตามช่วงเวลา ไม่ใช่ตัวเลขสรุปเดียวที่ยืนยันได้อย่างเด็ดขาด
หลังจาก ETH ทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 2,000 ดอลลาร์ และต่อมาผ่านโซน 2,150 ดอลลาร์ เทรดเดอร์ที่เดิมพันว่าราคาจะร่วงต่อถูกบังคับให้ซื้อสัญญาคืน หรือถูกระบบของตลาดซื้อขายล้างสถานะ
รายงานตลาดประเมินว่าการล้างสถานะชอร์ตทั่วทั้งตลาดคริปโตอยู่ที่ราว 2.5–2.7 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มูลค่าการล้างสถานะของ ETH เองสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในบางรายงาน
กลไกนี้ทำให้เกิดวงจรเร่งตัวของราคา:
รายงานบางฉบับยังระบุว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นประมาณ 480% ภายใน 24 ชั่วโมง แม้ตัวเลขที่แน่นอนจะแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและวิธีคำนวณ ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นยืนยันว่ามีผู้เข้าร่วมตลาดมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถบอกได้ด้วยตัวเองว่าเป็นการสะสมระยะยาวหรือการเทรดอนุพันธ์ที่ใช้เลเวอเรจสูง
ด่านแรกคือโซน 2,400–2,450 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งระดับจิตวิทยาและแนวต้านทางเทคนิค รายงานหนึ่งระบุว่า หาก ETH ปิดรายสัปดาห์เหนือประมาณ 2,450 ดอลลาร์ได้ อาจเปิดทางไปสู่ระดับ 2,500 และ 3,000 ดอลลาร์ ขณะที่รายงานอีกฉบับมองเป้าหมายที่เป็นไปได้ไว้บริเวณ 2,800–3,000 ดอลลาร์หลังการเบรกเอาต์ได้รับการยืนยัน
ข้อมูลทางเทคนิคอีกชุดระบุแนวต้านถัดไปใกล้ 2,550, 2,647 และ 2,721 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ระดับเหล่านี้เป็นเพียงกรณีศึกษาจากกราฟ ไม่ใช่การรับประกันหรือคำพยากรณ์ระยะยาว
หาก ETH ถูกขายลงบริเวณ 2,450 ดอลลาร์และกลับมาทดสอบโซนเบรกเอาต์อีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าขาขึ้นจะจบลงทันที แต่จะแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อยังต้องรับแรงขายจากนักลงทุนที่ทยอยทำกำไร
RSI ใกล้ 86 สะท้อนโมเมนตัมระยะสั้นที่รุนแรงมาก แต่ก็ทำให้ ETH อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปอย่างชัดเจน ภาวะ Overbought ไม่ได้แปลว่าราคาจะต้องร่วงทันที เพราะแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรงสามารถอยู่ในภาวะนี้ได้นาน แต่หมายความว่าตลาดมีพื้นที่รองรับความผิดหวังน้อยลง และมีโอกาสพักฐานหรือทำกำไรมากขึ้น
การที่ราคาขยับสูงกว่าขอบบนของ Bollinger Band ประมาณ 5.5% แสดงว่า ETH เคลื่อนตัวออกห่างจากกรอบความผันผวนปกติในช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้ระหว่างการเบรกเอาต์ที่รุนแรง แต่การรักษาระยะห่างดังกล่าวจำเป็นต้องมีแรงซื้อใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากแรงซื้อชะลอตัว ความเสี่ยงที่ราคาจะย้อนกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยก็จะเพิ่มขึ้น
หาก MACD ในกรอบเวลา 1 ชั่วโมงอ่อนตัวลงขณะที่ราคายังอยู่ในระดับสูง นั่นอาจหมายถึงโมเมนตัมระยะสั้นเริ่มหมดแรง เป็นสัญญาณเตือนเรื่องความอ่อนล้าของราคา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ากำลังจะเกิดการกลับตัว เพราะแนวโน้มใหญ่ยังสามารถเป็นบวกได้แม้แรงส่งในช่วงสั้นจะลดลง
คำถามสำคัญคือ หลังจากผู้ถือสถานะชอร์ตถูกล้างออกจากตลาดแล้ว จะมีแรงซื้อใหม่เข้ามาแทนหรือไม่ การล้างสถานะช่วยกำจัดแรงขายจากผู้ที่เดิมพันขาลงได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่านักลงทุนจะยังคงสะสม ETH ที่ราคาสูงขึ้นต่อไป
ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินเข้า ETF จึงเป็นข้อมูลยืนยันที่สำคัญ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายซึ่งมาจากตลาดอนุพันธ์และเลเวอเรจเป็นหลักจะให้ความมั่นใจน้อยกว่า
การปรับขึ้นของ Ethereum เกิดขึ้นพร้อมกับการฟื้นตัวของตลาดคริปโตโดยรวม หาก Bitcoin หยุดขึ้นหรือความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงกลับทิศ ก็อาจกดดัน ETH ได้เช่นกัน รายงานตลาดยังกล่าวถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ว่าอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความผันผวน แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงสถานการณ์ที่ควรจับตา ไม่ใช่คำอธิบายที่มีการวัดผลแยกอย่างชัดเจนสำหรับการเคลื่อนไหวของ Ethereum จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่
ข้อเสนอของ SEC เองก็ยังเป็นความเสี่ยงเช่นกัน หากผ่านการประกาศใช้ กฎดังกล่าวอาจช่วยปรับมุมมองของอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น แต่รายละเอียดอาจเปลี่ยนระหว่างกระบวนการรับฟังความเห็น อาจเกิดความล่าช้า หรือเผชิญการท้าทายทางกฎหมาย ข่าวเชิงบวกจึงยังไม่เท่ากับกฎที่มีผลบังคับใช้จริง
การปรับขึ้นเกือบ 30% ของ Ethereum ควรทำความเข้าใจว่าเป็น การเบรกเอาต์ที่มีข่าวเป็นตัวเร่ง และถูกขยายด้วยกลไกของตลาดเลเวอเรจ ข้อเสนอของ SEC ช่วยปรับภาพรวมด้านกฎระเบียบให้เป็นบวก เงินไหลเข้า Spot Ethereum ETF สะท้อนความสนใจในตลาดซื้อขายจริง และการล้างสถานะชอร์ตของ ETH ซึ่งมีรายงานว่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ช่วยเร่งราคาให้ทะลุแนวต้าน
บททดสอบถัดไปคือ ETH จะยืนเหนือโซน 2,400–2,450 ดอลลาร์ได้หรือไม่ หลังแรงซื้อจากการบังคับปิดสถานะหมดลง หากราคายืนได้ เงินไหลเข้า ETF ยังต่อเนื่อง และเลเวอเรจลดลง โอกาสเดินหน้าสู่กรณีเป้าหมาย 2,800–3,000 ดอลลาร์ก็จะน่าเชื่อถือขึ้น
แต่หากราคาไม่สามารถรักษาโซนดังกล่าวไว้ได้ โดยเฉพาะเมื่อ RSI อยู่ใกล้ 86 และโมเมนตัมระยะสั้นเริ่มอ่อนลง ภาพที่มีน้ำหนักมากกว่าจะเป็นการพักฐานหรือย่อตัว ก่อนที่ Ethereum จะพยายามขึ้นต่ออีกครั้ง