เรื่องราวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนในปี 2026 จึงควรถูกมองว่าเป็นการเร่งขยายกำลังการผลิตที่กำลังเจอกับบททดสอบด้านการทำตลาดจริง
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน หรือ MIIT คาดว่าผลผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั้งปีจะเกิน 100,000 ตัว เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าจากราว 20,000 ตัวในปี 2025 ขณะเดียวกัน จีนตั้งเป้านำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 10,000 ตัวไปใช้งานเชิงพาณิชย์ภายในสิ้นปี 2026
6
7
10
16
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขสองชุดนี้มีนัยสำคัญ เพราะ “ผลิตได้” “จัดส่งแล้ว” “มีคำสั่งซื้อแบบชำระเงิน” “อยู่ในโครงการนำร่อง” และ “ถูกใช้งานซ้ำอย่างต่อเนื่องโดยลูกค้า” ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน
เป้าหมายผลิต 100,000 ตัวสะท้อนแรงส่งด้านอุตสาหกรรม
ประมาณการของ MIIT ชี้ให้เห็นว่าจีนกำลังขยายทั้งโรงงาน ซัพพลายเออร์ และสายการผลิตอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่าผลผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ทะลุ 40,000 ตัวแล้ว
9
16
AgiBot ระบุว่าได้ผลิตหุ่นยนต์ประเภท embodied intelligence ซึ่งหมายถึงหุ่นยนต์ที่รับรู้ ตัดสินใจ และลงมือทำในโลกจริง ครบ 15,000 ตัวในเดือนมิถุนายน ขณะที่ Unitree ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบสองขาได้ประมาณ 11,000 ตัวภายในช่วงต้นเดือนเดียวกัน ตามรายงานของ News18
3
9
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใด AgiBot และ Unitree จึงถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเป็นตัวเลขของสิ่งที่ผู้ผลิตสร้างขึ้น ไม่ได้ยืนยันว่าลูกค้านำหุ่นยนต์เหล่านั้นไปใช้งานประจำในสถานที่ทำงานแล้ว
AgiBot และ Unitree นำด้านการจัดส่ง แต่ตลาดโดยรวมยังเล็ก
ข้อมูลประมาณการจาก Counterpoint Research ระบุว่า การจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีมากกว่า 22,000 ตัว เพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อน AgiBot ครองอันดับหนึ่งด้วยยอดจัดส่ง 9,700 ตัว และผู้ผลิต 5 อันดับแรกคิดเป็น 86% ของยอดจัดส่งทั่วโลก
26
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากแหล่งอื่นต่ำกว่านั้น โดย CNBC รายงานว่า Morgan Stanley คาดการณ์ว่าจะมีการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในจีนตลอดปี 2026 จำนวน 50,000 ตัว โดยไม่นับรวมเครื่องต้นแบบ การทดลองก่อนสั่งซื้อ และเครื่องที่ผลิตไว้ใช้ภายในบริษัท
14
ความแตกต่างนี้สะท้อนปัญหาด้านนิยามของตลาด แต่ละแหล่งอาจนับไม่เหมือนกันว่าจะรวมผลผลิต การจัดส่งให้ลูกค้าภายนอก หรือหุ่นยนต์ embodied intelligence ในขอบเขตที่กว้างกว่าหรือไม่
หุ่นยนต์ที่ประกอบเสร็จในโรงงานจึงไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำไปติดตั้งบนสายการผลิตโดยอัตโนมัติ การจัดส่งก็ไม่ได้แปลว่าหุ่นยนต์ทำงานได้โดยไม่ต้องมีคนคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด และคำสั่งซื้อล่วงหน้าก็ไม่เท่ากับความต้องการที่เกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยและการศึกษายังเป็นแรงขับสำคัญของตลาด
การเติบโตของ Unitree แสดงให้เห็นทั้งโอกาสและความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรม บริษัทจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,500 ตัวในปี 2025 ตามรายงานของ Gasgoo และ China.org.cn ขณะที่รายงานอุตสาหกรรมระบุว่าบริษัทมีแผนขยายการผลิตและกำลังการผลิตเพิ่มเติม
12
27
แต่รายงานอีกส่วนเตือนว่า ยอดขายจำนวนมากในปัจจุบันเป็นการซื้อแบบครั้งเดียว และมีหุ่นยนต์เพียงส่วนน้อยที่ถูกใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง Reuters ยังรายงานด้วยว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ส่วนใหญ่ที่ขายได้ในปีก่อนถูกส่งให้หน่วยงานวิจัยและการศึกษาเพื่อใช้ทดสอบ มากกว่าจะนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ
20
22
ยอดขายให้มหาวิทยาลัย ห้องทดลอง และผู้พัฒนาระบบไม่ได้ไร้ความหมาย เพราะช่วยสร้างรายได้ เพิ่มข้อมูลป้อนกลับด้านฮาร์ดแวร์ และสร้างข้อมูลสำหรับฝึกระบบ แต่ยอดขายกลุ่มนี้ยังไม่ใช่หลักฐานว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้อย่างน่าเชื่อถือและมีต้นทุนต่ำในวงกว้าง
เหตุใดการผลิตจึงโตเร็วกว่าการใช้งานจริง
ผู้ผลิตกำลังพยายามเปลี่ยนภาพจำจากการสาธิตเต้น ต่อสู้ หรือแสดงกายกรรม ไปสู่ภารกิจที่ใช้ได้จริง เช่น คัดแยกพัสดุ บรรจุโทรศัพท์มือถือ งานโลจิสติกส์ และงานในโรงงาน Reuters ระบุว่าความพยายามเหล่านี้สะท้อนการค้นหาแอปพลิเคชันที่มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าตลาดมวลชนได้เกิดขึ้นแล้ว
1
17
18
อุปสรรคสำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่รวมถึงการปฏิบัติงานในโลกจริงด้วย ได้แก่
- ความน่าเชื่อถือ: ลูกค้าต้องการให้หุ่นยนต์ทำงานเดิมซ้ำ ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำได้เฉพาะในการสาธิตที่มีการควบคุมอย่างดี
- ความเป็นอิสระในการทำงาน: หากต้องมีคนคอยแทรกแซงหรือควบคุมตลอดเวลา หุ่นยนต์อาจไม่ช่วยลดต้นทุนแรงงานได้ตามที่คาดหวัง
- การผสานเข้ากับระบบเดิม: หุ่นยนต์ต้องทำงานร่วมกับขั้นตอนการผลิต คลังสินค้า ระบบบริการ และมาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่แล้ว
- เศรษฐศาสตร์หลังการขาย: ค่าบำรุงรักษา เวลาหยุดทำงาน การมีเจ้าหน้าที่กำกับ และการอัปเดตซอฟต์แวร์ ล้วนส่งผลต่อต้นทุนการครอบครองที่แท้จริง
- การเลือกงานให้เหมาะสม: หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ต้องทำงานได้ดีกว่าเครื่องจักรเฉพาะทางที่ง่ายกว่า หรือมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะคุ้มค่ากับการลงทุน
TrendForce มองว่าการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ 3C อากาศยาน โลจิสติกส์ และพลังงาน เป็นการทดสอบความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การมองเช่นนี้ระมัดระวังกว่าการนับทุกการติดตั้งเป็นหลักฐานของการยอมรับในวงกว้าง
3
ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือคุณค่าที่ลูกค้าได้รับซ้ำได้จริง
จีนแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถผลิตฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ยอดจัดส่งกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตชั้นนำไม่กี่ราย โดยข้อมูลอุตสาหกรรมชุดหนึ่งระบุว่า ผู้ผลิตจีนคิดเป็นมากกว่า 97% ของการจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งสะท้อนความได้เปรียบจากห่วงโซ่อุปทานและตลาดภายในประเทศ
25
คำถามที่ยากกว่าคือ หลังจากหุ่นยนต์ออกจากโรงงานแล้วเกิดอะไรขึ้น หลักฐานที่ชัดเจนกว่าว่าตลาดกำลังเข้าสู่ระยะการใช้งานเชิงพาณิชย์จริง ได้แก่ สัญญากับลูกค้าหลายปี การสั่งซื้อซ้ำเพื่อทำงานเดิมที่สร้างผลผลิตได้ ตัวเลขเวลาทำงานที่ตรวจสอบได้ และค่าบริการที่ยังอยู่ในระดับยอมรับได้เมื่อใช้งานนอกสภาพแวดล้อมสาธิต
บทสรุปของปี 2026 จึงมีทั้งด้านบวกและข้อจำกัด จีนกำลังข้ามพ้นจุดเปลี่ยนด้านกำลังการผลิต ขณะที่การใช้งานจริงยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ เป้าหมายผลิตมากกว่า 100,000 ตัวแสดงให้เห็นว่าอุปทานสามารถขยายได้เร็วเพียงใด ส่วนเป้าหมายใช้งานเชิงพาณิชย์มากกว่า 10,000 ตัวกลับสะท้อนว่า การทำให้หุ่นยนต์ทำงานได้จริงอย่างสม่ำเสมอและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากกว่า
6
7
ตราบใดที่ตัวเลขการผลิต การจัดส่ง และผลลัพธ์ที่ยั่งยืนของลูกค้ายังไม่มาบรรจบกัน กระแสหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนควรถูกอ่านว่าเป็นหลักฐานของศักยภาพด้านอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าตลาดเชิงพาณิชย์ได้เข้าสู่ยุคการใช้งานในวงกว้างแล้ว