ดังนั้น ประเด็นที่ควรจับตาไม่ใช่การยึดตัวเลขเดียวเป็นคำตอบตายตัว แต่คือทิศทางร่วมกันของข้อมูลหลายชุด: NEV ขยับขึ้นมาอยู่ราวครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกรถจีนในเดือนเมษายน .
ข้อมูลขั้นสุดท้ายเดือนเมษายนของ CPCA ระบุว่ายอดค้าปลีกรถยนต์นั่งทั่วประเทศจีนอยู่ที่ 1.384 ล้านคัน ลดลง 21.5% จากปีก่อน และลดลง 16.0% จากเดือนมีนาคม ส่วนยอดค้าปลีกสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 5.604 ล้านคัน ลดลง 18.5% .
ในฝั่ง NEV ยอดค้าปลีกอยู่ที่ 849,000 คัน ลดลง 6.8% จากปีก่อน แต่สัดส่วน NEV ในยอดค้าปลีกแตะ 61.4% ทะลุระดับ 60% เป็นครั้งแรก . ฟังดูเหมือนย้อนแย้ง แต่ภาพจริงคือ ตลาดรถยนต์นั่งโดยรวมตกแรงกว่า NEV ทำให้สัดส่วนของ NEV สูงขึ้น แม้ยอดขาย NEV เองก็ไม่ได้เติบโตในเชิงปริมาณ
.
โครงสร้างภายใน NEV ก็ไม่ได้โตเท่ากันทั้งหมด CnEVPost รายงานว่ายอดค้าปลีกรถไฟฟ้าแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อนในเดือนเมษายน ขณะที่ยอดปลั๊กอินไฮบริดลดลง 25.2% . นั่นหมายความว่า จุดเปลี่ยนด้านการส่งออกไม่ได้เกิดจากตลาด NEV ในประเทศที่ร้อนแรงแบบทั่วกระดาน แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ค่ายรถจีนพึ่งพาตลาดนอกประเทศมากขึ้น
ข้อมูล CAAM ช่วยอธิบายว่าทำไมภาพระดับอุตสาหกรรมยังดูยืดหยุ่นกว่าเมื่อมองจากยอดขายส่ง ยอดขายส่ง NEV ซึ่งรวมทั้งยอดในประเทศและส่งออก อยู่ที่ 1.344 ล้านคันในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 9.7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.35% จากเดือนมีนาคม .
NEV คิดเป็น 53.2% ของยอดส่งมอบรถใหม่ระดับขายส่ง ส่วนยอดขายส่งรถไฟฟ้าแบตเตอรี่อยู่ที่ 905,000 คัน เพิ่มขึ้น 10.2% จากปีก่อน .
จึงไม่แปลกที่ข้อมูลค้าปลีกของ CPCA จะสะท้อนแรงกดดันในตลาดผู้บริโภคจีน ขณะที่ข้อมูลขายส่งของ CAAM ยังเติบโตได้ เพราะยอดขายส่งรวมรถที่ถูกส่งออกไปต่างประเทศ และการส่งออกกำลังพุ่งขึ้นอย่างชัดเจน .
แรงผลักดันไปต่างประเทศเริ่มเห็นชัดก่อนเดือนเมษายนแล้ว ข้อมูลไตรมาสแรกของ CAAM ระบุว่ายอดขายรถในประเทศจีนอยู่ที่ 4.823 ล้านคัน ลดลง 20.3% จากปีก่อน ขณะที่ยอดส่งออกอยู่ที่ 2.226 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 56.7% .
ช่วงต้นปี 2026 สมาคมอุตสาหกรรมยังเคยเตือนว่ายอดขายรถจีนทั้งปีอาจทรงตัว โดยดีมานด์ในประเทศอ่อนลงหลังบางท้องถิ่นลดหรือระงับเงินอุดหนุน และการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น .
ตัวเลขรายบริษัทในเดือนเมษายนแสดงให้เห็นว่าการบุกต่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงแผนระยะยาว แต่เกิดขึ้นจริงในปริมาณใหญ่แล้ว Chery Group ส่งออก 177,600 คัน BYD ส่งออก 134,500 คัน และ SAIC Motor Passenger Vehicle ส่งออกมากกว่า 125,000 คัน รวมกันสามรายนี้มีรถส่งออกเกิน 430,000 คันในเดือนเดียว .
กรณีของ BYD สะท้อนความเร่งด่วนได้ดี บริษัทขาย NEV ได้ 321,123 คันในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 6.96% จากเดือนมีนาคม แต่ลดลง 15.51% จากปีก่อน และเป็นการลดลงเมื่อเทียบรายปีต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด ตามรายงานของ CnEVPost . SCMP รายงานในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ผลิต EV จีนรวมถึง BYD และ Geely กำลังใช้การส่งออกและเทคโนโลยีใหม่ช่วยชดเชยดีมานด์ในประเทศที่อ่อนแรง
.
การส่งออกที่พุ่งขึ้นไม่ได้มีแต่ฝั่งอุปทานจากจีนเท่านั้น Los Angeles Times รายงานว่าสงครามอิหร่านทำให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงานทั่วโลก และผู้ผลิต EV แบตเตอรี่ และโซลาร์ของจีนกำลังเข้าหาประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพง .
ในตลาดที่ต้องนำเข้าน้ำมันหรือเชื้อเพลิงจำนวนมาก รถ EV และปลั๊กอินไฮบริดของจีนจึงมีจุดขายที่ชัดขึ้น เพราะต้นทุนพลังงานกลายเป็นประเด็นใหญ่ของผู้บริโภคและรัฐบาลมากกว่าเดิม
ผลกระทบนี้เริ่มเห็นตั้งแต่เดือนมีนาคม The Straits Times รายงานว่ายอดส่งออก EV และไฮบริดของจีนเพิ่มขึ้น 140% จากปีก่อน เป็น 349,000 คัน หลังแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านทำให้ความสนใจใน EV กลับมาแรงขึ้น . ข้อมูลเดือนมีนาคมที่อิง CAAM ยังระบุว่าการส่งออกรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้น 82.4% จากปีก่อน เป็นราว 748,000 คัน และการส่งออกรถยนต์นั่งพลังงานใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 140% เป็น 363,000 คัน
.
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันควรถูกมองเป็นปัจจัยเร่ง ไม่ใช่สาเหตุเดียว ผู้ผลิตรถจีนถูกกดดันให้หาปริมาณขายจากต่างประเทศอยู่แล้วเพราะยอดขายในประเทศอ่อนแรง แต่ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้รุ่นไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดน่าสนใจขึ้นสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ .
แนวโน้มที่ระมัดระวังที่สุดคือ การส่งออกรถยนต์จีนในปี 2026 จะมีสัดส่วน NEV มากขึ้น ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกเดือนจะโตแรงเหมือนเดือนเมษายน สัดส่วนส่งออก NEV ที่ 52.7% ตามข้อมูล CPCA และสัดส่วน NEV ในยอดขายส่งที่ 53.2% ตาม CAAM บอกว่า EV และปลั๊กอินไฮบริดขยับจากสินค้าเฉพาะกลุ่มมาอยู่ใจกลางกลยุทธ์การผลิตและส่งออกของจีนแล้ว .
ด้านบวกยังชัดเจน: ตลาดในประเทศที่อ่อนแรงทำให้ค่ายรถจีนมีแรงจูงใจสูงในการขยายต่างประเทศ ผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง Chery, BYD และ SAIC มีขนาดธุรกิจต่างประเทศมากพอแล้ว และราคาน้ำมันที่สูงสามารถดึงผู้ซื้อบางส่วนเข้าสู่รถไฟฟ้าได้มากขึ้น .
แต่ข้อจำกัดก็สำคัญไม่แพ้กัน ตัวเลขส่งออกแต่ละชุดมีขอบเขตการนับต่างกัน จึงควรเปรียบเทียบรายเดือนด้วยฐานข้อมูลแบบเดียวกัน . สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นตลาดหลักของการเติบโตนี้ เพราะ CBT News ระบุว่ารถ EV จีนแทบถูกกันออกจากตลาดสหรัฐฯ อยู่แล้ว
. ขณะเดียวกัน สมาคมอุตสาหกรรมเคยเตือนว่าการเติบโตแข็งแกร่งของการส่งออก EV อาจไม่ยั่งยืนตลอดไป
.
สรุปคือ เดือนเมษายนไม่ใช่แค่เดือนที่ตัวเลขสวย แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ผู้ผลิตรถจีนกำลังส่งออกเทคโนโลยีที่เป็นแกนกลางของกลยุทธ์ในประเทศมากขึ้น ขณะที่ดีมานด์ต่างประเทศช่วยพยุงตลาดบ้านเกิดที่อ่อนแรง ตัวเลขแข็งแกร่งจริง แต่ควรอ่านพร้อมข้อจำกัดเรื่องขอบเขตข้อมูล การเข้าถึงตลาดปลายทาง และความผันผวนของราคาพลังงาน มากกว่าจะมองว่าอัตราการเติบโตจะเร่งขึ้นอย่างไม่มีสะดุด .
Comments
0 comments