Pax Silica เป็นกรอบความร่วมมือที่นำโดยสหรัฐฯ โดยเน้นทรัพยากรและเทคโนโลยีที่กำหนดศักยภาพด้าน AI ของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ โมเดล AI ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ และแร่สำคัญ
ดังนั้น Pax Silica จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงทางการทูต แต่ยังเป็นกลไกประสานงานด้านห่วงโซ่อุปทานและความสัมพันธ์ทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่วอชิงตันมองว่าเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ รายงานระบุว่าญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้เป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับกรอบริเริ่มนี้
สารที่สหรัฐฯ ต้องการสื่อคือ ประเทศหนึ่งไม่ควรเป็นสมาชิก Pax Silica พร้อมกับเข้าร่วมโครงการคู่แข่งที่มีข้อคาดหวังขัดแย้งกัน แต่จากหลักฐานที่เปิดเผยในขณะนี้ ยังไม่อาจสรุปได้ว่าการร่วมมือกับจีนทุกรูปแบบจะนำไปสู่การถูกตัดสิทธิ์ด้านเทคโนโลยีหรือการค้าโดยอัตโนมัติ
องค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ WAICO (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) ก่อตั้งขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ในฐานะองค์การระหว่างรัฐบาลอิสระและมีสำนักงานใหญ่ในเมืองดังกล่าว เป้าหมายที่ประกาศไว้คือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการกำกับดูแล AI เพื่อให้เทคโนโลยีพัฒนาอย่างปลอดภัย เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยมี 29 ประเทศลงนามในข้อตกลงก่อตั้งในช่วงเริ่มต้น
ต่อมาจีนระบุว่า WAICO มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 38 ประเทศภายในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ตัวเลขนี้จึงแตกต่างจากจำนวน 29 รัฐบาลที่มีรายงานว่าเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงก่อตั้งฉบับแรก
สมาชิกระยะแรกของ WAICO ส่วนใหญ่เป็นประเทศจากโลกใต้และประเทศนอกโลกตะวันตก รายงานระบุชื่อรัสเซีย บราซิล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และปากีสถานอยู่ในกลุ่มสมาชิก และไม่มีประชาธิปไตยตะวันตกรายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้งในช่วงแรก
ยุทธศาสตร์ที่ปรากฏในร่างจดหมายของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้จีนเข้าถึงปัจจัยสำคัญของ AI ได้อย่างมั่นคงผ่านประเทศคู่ค้าและระบบนิเวศเทคโนโลยีร่วมกัน โดยร่างเอกสารเชื่อมโยง Pax Silica เข้ากับโมเดล AI ชิป และแร่สำคัญโดยตรง
ปัจจัยเหล่านี้มีความหมายมากกว่าความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ เซมิคอนดักเตอร์เป็นพื้นฐานของการประมวลผลขั้นสูง ส่วนโมเดลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกำหนดว่าใครสามารถสร้างและใช้งานระบบ AI ได้ และแร่สำคัญก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตฮาร์ดแวร์
ด้วยการจัดความร่วมมือรอบทรัพยากรเหล่านี้ วอชิงตันจึงพยายามลดความเป็นไปได้ที่จีนจะใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานเพื่อขยายอิทธิพลด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ หรือความมั่นคง
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนเหตุผลด้านความมั่นคงของเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังไม่ยืนยันว่าร่างจดหมายจะนำไปสู่บทลงโทษเฉพาะ เช่น การจำกัดชิป คลาวด์ หรือการลงทุนต่อทุกประเทศที่เข้าร่วม WAICO สิ่งที่เห็นได้ชัดในตอนนี้คือคำเตือนเรื่องการถูกกันออกจากกรอบ Pax Silica ขณะที่ผลกระทบเชิงปฏิบัติการยังไม่ชัดเจน
คำตอบของจีนพยายามเปลี่ยนคำถามจาก “จะเลือกวอชิงตันหรือปักกิ่ง” เป็น “แต่ละประเทศยังมีสิทธิ์เลือกเส้นทางเทคโนโลยีของตนเองหรือไม่” ในกรอบความคิดของปักกิ่ง รัฐต่าง ๆ ควรมีสิทธิ์เลือกพันธมิตร กฎเกณฑ์ และแนวทางการพัฒนาตามเงื่อนไขและความต้องการของประเทศตนเอง
แนวคิดนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจต้องการโครงสร้างพื้นฐานหรือความร่วมมือจากจีน ขณะเดียวกันก็ต้องการรักษาการเข้าถึงตลาด การลงทุน ชิป หรือความร่วมมือทางเทคนิคจากสหรัฐฯ ไว้ด้วย
ในมุมมองดังกล่าว การบังคับให้เลือกฝ่ายอาจถูกนำเสนอว่าไม่ใช่มาตรการความมั่นคงที่เป็นกลาง แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมทางการเมือง จีนใช้ถ้อยคำในลักษณะเดียวกันในจุดยืนด้านธรรมาภิบาลดิจิทัล โดยเรียกร้องให้เคารพอธิปไตยทางดิจิทัล ส่งเสริมการพัฒนาอย่างทั่วถึง และต่อต้านการปิดกั้นทางเทคโนโลยี
สารสำคัญคือ รัฐบาลควรสามารถเข้าร่วมความร่วมมือหลายรูปแบบได้ โดยไม่ต้องยอมสละสิทธิ์ในการกำหนดยุทธศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศตนเอง
การที่จีนคัดค้านการเผชิญหน้าแบบแบ่งค่ายไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันจะหายไป เพราะ WAICO เองเป็นองค์การที่จีนสนับสนุนและสามารถเพิ่มอิทธิพลของปักกิ่งต่อธรรมาภิบาล มาตรฐาน และความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยี AI ได้ แม้องค์การจะนำเสนอตัวเองว่าเปิดกว้างและมุ่งประโยชน์ต่อการพัฒนาก็ตาม
นี่คือความตึงเครียดสำคัญของสถานการณ์ วอชิงตันใช้การเข้าถึงแนวร่วมและห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ จัดแนวทางการเมือง ขณะที่จีนใช้แนวคิดอธิปไตย การมีส่วนร่วม และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา มาท้าทายความคิดที่ว่าทุกประเทศต้องเลือกข้าง
สำหรับ 35 ประเทศที่ลงนามในแถลงการณ์ของสหรัฐฯ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าเวทีใดให้ความร่วมมือด้าน AI ได้ดีกว่า แต่ยังรวมถึงว่า การเข้าร่วมแนวร่วมจัดหาทรัพยากรที่นำโดยสหรัฐฯ จะอยู่ร่วมกับการเป็นสมาชิกองค์การกำกับดูแล AI ที่จีนสนับสนุนได้หรือไม่ และหากคำตอบคือไม่ได้ แต่ละประเทศจะยังเหลือพื้นที่ในการกำหนดนโยบายของตนเองมากเพียงใด