ความคืบหน้าในช่วงแรกของ CXMT มีลักษณะเป็นหมุดหมายที่จับต้องได้ ในปี 2019 บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ DDR4 ขนาด 8Gb ซึ่งออกแบบและผลิตเอง นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม DRAM ในจีน
ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การมีผลิตภัณฑ์ตามชื่อมาตรฐาน แต่ต้องพิสูจน์ว่าสามารถผลิตชิปได้อย่างสม่ำเสมอ ทดสอบ บรรจุ และผ่านการรับรองจากลูกค้าได้ ความรู้ด้านกระบวนการเหล่านี้กลายเป็นฐานสำหรับการขยับไปสู่ DRAM รุ่นใหม่และหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์พกพา
ดังนั้น เส้นทางของ CXMT จึงควรถูกมองว่าเป็นการสะสมความสามารถมากกว่าการ “ก้าวกระโดด” ในความหมายที่มักใช้ในข่าวเทคโนโลยี กล่าวคือ พิสูจน์ผลิตภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถของกระบวนการผลิต ขยายกำลังการผลิต ปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ แล้วจึงเดินหน้าสู่รุ่นที่ซับซ้อนขึ้น
รายงานระบุว่า CXMT ขยับเข้าสู่ DDR5 และผลิตภัณฑ์ DRAM ขั้นสูงอื่น ๆ แล้ว แม้บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญบางประการ เช่น อัตราผลผลิตของรุ่นใหม่
โรงงานผลิตหน่วยความจำต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้ามหาศาล และอาจขาดทุนหลายปีก่อนจะได้ประโยชน์จากการผลิตในระดับขนาดใหญ่ ก่อนการเข้าตลาดหุ้น นักลงทุนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเมืองเหอเฝย์ถือหุ้น CXMT รวม 36.8% ทำให้เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด
การถือหุ้นดังกล่าวสะท้อนกรอบเวลาการลงทุนที่ยาวกว่าการลงทุนเชิงพาณิชย์ทั่วไป CXMT ต้องใช้เงินต่อเนื่องกับโรงงาน วิศวกรรม การวิจัย และการขยายกำลังการผลิต แม้ผลประกอบการยังไม่เป็นบวก
ตามหนังสือชี้ชวน บริษัทมีผลขาดทุนสะสม 36,650 ล้านหยวน ณ สิ้นปี 2025 ความสามารถในการจัดหาเงินทุนต่อไปแม้ขาดทุนจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทมีเวลาข้ามช่วงห่างระหว่าง “ผลิตได้จริง” กับ “ผลิตได้มากพอและแข่งขันได้”
นี่คือแก่นสำคัญของสิ่งที่มักเรียกว่า “โมเดลเหอเฝย์” เงินทุนเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยให้บริษัทเริ่มต้น แต่ยังซื้อเวลาให้บริษัทพัฒนาจนถึงจุดที่เทคโนโลยีและกำลังการผลิตมีความหมายทางธุรกิจ
CXMT ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างฐานเทคโนโลยีภายใน บริษัทระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 มีสิทธิบัตรเกือบ 7,000 รายการ และลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากกว่า 20,600 ล้านหยวนในช่วงปี 2023–2025
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า CXMT ยุติการพึ่งพาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศได้ทั้งหมด แต่สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประกอบชิ้นส่วนที่นำเข้า แนวทางของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิปไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในโมดูล ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล IDM
ขณะเดียวกัน คำกล่าวว่า CXMT สามารถครองความเป็นผู้นำระดับโลกในมาตรฐานอนาคตอย่าง LPDDR6 แล้ว ควรถูกมองว่าเป็นเป้าหมายหรือความทะเยอทะยานด้านการพัฒนา มากกว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนว่าบริษัทกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ยืนยันสถานะผู้นำระดับโลกในมาตรฐานดังกล่าว
ผลประกอบการของ CXMT เปลี่ยนแปลงอย่างมากเมื่อกำลังการผลิต สัดส่วนผลิตภัณฑ์ และภาวะตลาดหน่วยความจำปรับตัวดีขึ้น ในปี 2025 บริษัทมีรายได้ 61,799 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 155.6% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 1,875 ล้านหยวน ซึ่งเป็นกำไรเต็มปีครั้งแรกของบริษัท
การพลิกกลับมามีกำไรเป็นหมุดหมายสำคัญ แต่ไม่ได้ลบความเสี่ยงของธุรกิจ DRAM เพราะราคาหน่วยความจำมีวัฏจักรสูง เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้นหรือความต้องการชะลอตัว กำไรก็อาจลดลงได้อย่างรวดเร็ว
CXMT จึงยังต้องเพิ่มอัตราผลผลิต ลดต้นทุน และนำกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถพึ่งพาช่วงเวลาที่ตลาดแข็งแกร่งเพียงช่วงเดียวได้
การเสนอขายหุ้นของ CXMT ในตลาด STAR Market ระดมทุนได้ 57,920 ล้านหยวน หรือประมาณ 8,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแผนใช้เงินส่วนใหญ่กับการผลิตเวเฟอร์หน่วยความจำในระดับจำนวนมากและการขยายกำลังการผลิต
ดังนั้น การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เปิดทางให้ผู้ถือหุ้นเดิมขายหุ้น แต่ยังเป็นกลไกเงินทุนสำหรับผู้ผลิตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงในจังหวะที่บริษัทกำลังเร่งขยายขนาด
มูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนต่อความทะเยอทะยานด้านหน่วยความจำของจีน แต่ มูลค่าตลาดไม่เท่ากับความสามารถในการแข่งขันระยะยาวที่พิสูจน์แล้ว การทดสอบสำคัญหลังจากนี้คือ CXMT จะเปลี่ยนเงินทุนใหม่ให้เป็นผลผลิตจำนวนมากที่สม่ำเสมอ ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้หรือไม่
ผลกระทบของ CXMT ไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงงานของบริษัท เมืองเหอเฝย์ได้พัฒนาคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การบรรจุและทดสอบ ไปจนถึงอุปกรณ์และวัสดุ โดยมีบริษัทในระบบนิเวศกว้างกว่า 500 แห่งตามรายงาน
มูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมวงจรรวมของเมืองเพิ่มจากประมาณ 18,000 ล้านหยวนในปี 2016 เป็นมากกว่า 150,000 ล้านหยวนในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ็ดเท่า CXMT มีส่วนช่วยเป็นบริษัทหลักที่ดึงดูดซัพพลายเออร์ บริษัทบรรจุและทดสอบ บุคลากรด้านวิศวกรรม และเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเติบโตทั้งหมดไม่ควรถูกยกให้ CXMT เพียงบริษัทเดียว เพราะเหอเฝย์ยังเดินหน้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอีกหลายด้าน และคลัสเตอร์ดังกล่าวประกอบด้วยบริษัทและขีดความสามารถอื่น ๆ ด้วย ข้อสรุปที่รอบคอบกว่าคือ CXMT ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบนิเวศที่เมืองพัฒนาขึ้นอย่างกว้างขวาง
CXMT และ Yangtze Memory Technologies หรือ YMTC ไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจเหมือนกันโดยตรง CXMT มุ่งเน้น DRAM ส่วน YMTC เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิต NAND flash ซึ่งเป็นหน่วยความจำอีกประเภทหลักของอุตสาหกรรม
ทั้งสองบริษัทจึงสะท้อนความพยายามของจีนในการสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศให้ครอบคลุมหน่วยความจำสองตลาดใหญ่ การเรียกทั้งคู่เป็น “เครื่องยนต์คู่” มีประโยชน์ในฐานะคำอธิบายเชิงนโยบาย แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะยืนยันว่าทั้งสองดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ร่วมแบบบูรณาการหรือเป็นระบบปฏิบัติการเดียวกัน
ประสบการณ์ของ CXMT สะท้อนรูปแบบนโยบายอุตสาหกรรมที่สามารถสรุปได้เป็นลำดับดังนี้
แนวทางนี้มุ่งสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับเทคโนโลยี มากกว่าการสร้างผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว โมเดลดังกล่าวสามารถสร้างคู่แข่งที่น่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนได้ แต่ต้องแลกด้วยการใช้เงินต่อเนื่อง วินัยในการบริหาร และความอดทนต่อวัฏจักรขาลงของตลาด
การเปิดตัวในตลาดหุ้นของ CXMT แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังไม่ใช่บทสรุปของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม บริษัทต้องรักษาอัตราผลผลิต ควบคุมต้นทุนขณะเพิ่มโรงงานใหม่ รักษาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านกระบวนการผลิตและอุปกรณ์ ผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์จากลูกค้าที่มีมาตรฐานสูง และพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปท่ามกลางการแข่งขันจากผู้เล่นเดิมและแรงกดดันจากมาตรการควบคุมการส่งออก
การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตยังอาจทำให้อุปทานล้นตลาดเมื่อวัฏจักรหน่วยความจำพลิกกลับ ดังนั้น ระยะต่อไปของ CXMT จะไม่ได้วัดกันที่มูลค่าหุ้นในวันแรก แต่จะวัดจากความสม่ำเสมอของการผลิต ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการรักษาสถานะทางการเงินทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง
ท้ายที่สุด การเติบโตของ CXMT คือกรณีศึกษาของการสะสมความสามารถทีละขั้น เงินทุนที่อดทนทำให้บริษัทมีเวลา โมเดล IDM สร้างวงจรป้อนกลับจากโรงงาน R&D และสิทธิบัตรช่วยเสริมความเป็นอิสระทางเทคนิค ขณะที่ระบบนิเวศของเหอเฝย์ลดแรงเสียดทานในการขยายธุรกิจ
การผสมผสานดังกล่าวจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับโลกที่ยั่งยืนหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ต้องพิสูจน์ต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ จีนได้ขยับจากการมีช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์ด้าน DRAM ไปสู่การมีผู้เล่นภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่และน่าเชื่อถือมากขึ้น