หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการฟื้นตัวคือการมาของ Matthieu Blazy ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ซึ่งนำเสนอคอลเล็กชันที่ตีความไอคอนของ Chanel ใหม่
แทนที่จะเปลี่ยนแบรนด์แบบสุดขั้ว Blazy เลือก รีเฟรชสินค้าคลาสสิก เช่น
แนวทางนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Chanel แต่เพิ่มความสดใหม่ให้กับดีไซน์ รายงานเกี่ยวกับผลประกอบการระบุว่า ความต้องการสินค้ารุ่นใหม่สูงจนเกินกำลังผลิต ซึ่งสะท้อนความสนใจของลูกค้าต่อทิศทางใหม่ของแบรนด์
อีกปัจจัยสำคัญคือ ลูกค้าที่ไม่เคยซื้อ Chanel มาก่อน ซึ่งเริ่มเข้ามาซื้อสินค้าแบรนด์นี้
การรีเฟรชสินค้าไอคอนและกระแสความสนใจจากคอลเล็กชันใหม่ทำให้ Chanel สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ ในช่วงเวลาที่หลายแบรนด์ลักชัวรีกำลังเผชิญความยากลำบากในการดึงผู้ซื้อรุ่นใหม่หรือผู้ซื้อครั้งแรก
ในอุตสาหกรรมลักชัวรีปัจจุบัน การเติบโตไม่ได้มาจากลูกค้าเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องอาศัย การขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อสร้างดีมานด์ในระยะยาว
Chanel เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ การควบคุมการขายและการตั้งราคาอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความพรีเมียมของแบรนด์
บริษัทไม่ได้ขายสินค้ากลุ่ม Ready‑to‑wear หรือเครื่องหนังผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ลูกค้าต้องเดินทางไปซื้อที่ร้านบูติกเท่านั้น
สินค้าระดับไฮเอนด์ เช่น กระเป๋า Flap หนังพรีเมียมหรือรองเท้าบัลเลต์ราคาแพง ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีกำลังซื้อให้เข้าร้านจริง ซึ่งช่วยรักษาประสบการณ์ความหรูหราและอัตรากำไรของแบรนด์
ในเวลาเดียวกัน Chanel ยังคงลงทุนใน การเปิดร้านและรีโนเวทร้านบูติกทั่วโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ในร้านให้หรูหราและพิเศษยิ่งขึ้น
สำหรับแบรนด์ลักชัวรี ร้านบูติกไม่ได้เป็นเพียงจุดขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าจะได้สัมผัสโลกของแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การลงทุนในร้านค้าจริงยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญระยะยาว
การฟื้นตัวของ Chanel เกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมลักชัวรีทั่วโลกกำลังเผชิญความผันผวน ซึ่งทำให้การเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญมีความน่าสนใจ
กลุ่มลักชัวรีรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง LVMH รายงานรายได้ปี 2025 ที่ 80.8 พันล้านยูโร แต่ยอดขายลดลง 5% ตามรายงาน และประมาณ 1% แบบออร์แกนิก ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 17.8 พันล้านยูโร และกำไรสุทธิลดลงราว 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันต่อความต้องการสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังในบางภูมิภาค
ในทางตรงกันข้าม Hermès ยังคงเป็นแบรนด์ที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในตลาด โดยปี 2025 มีรายได้ ประมาณ 16 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 9% เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
กำไรจากการดำเนินงานประจำอยู่ที่ 6.6 พันล้านยูโร หรือคิดเป็น อัตรากำไรประมาณ 41% ซึ่งถือว่าสูงมากในอุตสาหกรรมลักชัวรี
เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ Chanel อยู่ในตำแหน่งกลาง ๆ ของอุตสาหกรรม
ตัวเลขปี 2025 จึงสะท้อน การกลับสู่เสถียรภาพมากกว่าการเติบโตแบบเร่งตัว
ผลประกอบการของ Chanel ในปี 2025 สะท้อนแนวโน้มสำคัญหลายประการของอุตสาหกรรมลักชัวรี
แม้ตลาดลักชัวรีทั่วโลกกำลังชะลอตัว การผสมผสานระหว่างมรดกของแบรนด์กับดีไซน์ที่สดใหม่ยังคงเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้ Chanel กลับมามีแรงส่งอีกครั้ง
Comments
0 comments