บิตคอยน์ดีดขึ้นเหนือ 80,000 ดอลลาร์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่แรงส่งอยู่ได้ไม่นาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทขายอย่างหนัก แรงขายลามมาถึงตลาดคริปโต และยิ่งรุนแรงขึ้นจากการบังคับปิดสถานะของนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ รวมถึงเงินไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF แบบสปอต
20
21
22
วันศุกร์ราคากลับมาทรงตัวใกล้ 76,000 ดอลลาร์ แต่การหยุดไหลลงชั่วคราวยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีผู้ซื้อรายใหม่เข้ามาหนุนตลาดอย่างจริงจัง
หุ้นเทคฯ ลงแรง ฉุดบิตคอยน์ตาม
หลังขึ้นไปเหนือ 80,000 ดอลลาร์ บิตคอยน์ร่วงลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางการลดความเสี่ยงในตลาด รายงานหนึ่งระบุว่าราคาลดจากราว 80,962 ดอลลาร์ช่วงปลายวันพุธ มาอยู่ที่ 75,568 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ส่วนจุดต่ำสุดระหว่างคืนมีรายงานอยู่ในช่วง 75,131–75,208 ดอลลาร์ ตัวเลขต่างกันตามเวลาและแหล่งรายงาน แต่ต่างชี้ว่าราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณเจ็ดสัปดาห์
48
49
แรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี โดย Nasdaq ร่วง 5.5% และหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลดลงราว 12% ตามข้อมูลของ CoinShares นักลงทุนกังวลว่าการลงทุนด้าน AI อาจให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ประกอบกับผลประกอบการของผู้ผลิตชิปที่น่าผิดหวัง
53 อีกด้านหนึ่ง ตลาดกังวลว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงในสภาคองเกรสทั้งสองสภาอาจเพิ่มแรงต้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและชะลอการขยายตัวของ AI
54
อย่างไรก็ตาม ความกังวลทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศความไม่แน่นอน ไม่ได้ยืนยันด้วยตัวมันเองว่าผลการเลือกตั้งเป็นสาเหตุโดยตรงของการเทขาย รายงานต่าง ๆ อธิบายภาพรวมว่าเป็นการลดความเสี่ยงในวงกว้าง โดยคริปโตร่วงไปพร้อมกับสินทรัพย์ประเภทอื่น
13
20
การล้างสถานะและเงินไหลออกซ้ำเติมแรงขาย
เมื่อราคาบิตคอยน์ลดลง นักลงทุนที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้นด้วยเงินกู้หรือเลเวอเรจถูกบังคับปิดสถานะ ทำให้เกิดแรงขายเพิ่ม รายงานหนึ่งประเมินว่ามีการล้างสถานะในตลาดคริปโตรวม 1.27 พันล้านดอลลาร์ โดยมากกว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์เป็นสถานะซื้อที่คาดว่าราคาจะปรับขึ้น
47 การปิดสถานะลักษณะนี้อาจเร่งให้ราคาลง แต่เมื่อแรงขายจากการบังคับปิดหมดไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ซื้อใหม่เข้ามาแทนโดยอัตโนมัติ
กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 430.2 ล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี โดยกองทุน FBTC ของ Fidelity มีเงินไหลออกประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ และ IBIT ของ BlackRock ราว 105 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานที่อ้างข้อมูลจาก Farside Investors
20
22 เงินไหลออกเป็นอีกสัญญาณว่าการดีดกลับยังไม่ได้รับแรงหนุนชัดเจนจากการซื้อในตลาดสปอต
ทำไมกลับมาแถว 76,000 ดอลลาร์ยังไม่ถือว่าฟื้น
วันศุกร์บิตคอยน์ขยับกลับขึ้นมาใกล้ 76,000 ดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นเพียงแรงขายที่เริ่มผ่อนลง ไม่ใช่การสะสมซื้อรอบใหม่ Dean Chen เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการกลับทิศ ขณะที่รายงานอีกชิ้นระบุว่าราคาต้องกลับไปยืนเหนือ 77,000 ดอลลาร์จึงจะมีโอกาสเรียกโมเมนตัมขาขึ้นกลับมา
19
21
ความต่างอยู่ที่ว่า ราคาทรงตัวได้เพราะแรงขายบังคับลดลง หรือเพราะมีความต้องการซื้อใหม่เข้ามาจริง การฟื้นตัวที่น่าเชื่อถือกว่าควรมีหลักฐานของอุปสงค์ที่กลับมา ไม่ใช่แค่ตลาดพักหลังจากร่วงแรง ในช่วงเวลานั้น ทั้งเงินไหลออกจาก ETF และแรงซื้อสปอตที่อ่อนแอยังไม่ได้ยืนยันว่าอุปสงค์กลับมาแล้ว
19
20
47
ตัวเลขจ้างงานเพิ่มแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยในวันศุกร์
รายงานการจ้างงานเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ออกมาหลังจากตลาดเริ่มร่วงในวันพฤหัสบดีแล้ว จึงไม่ใช่ตัวจุดชนวนแรงเทขายหุ้นเทคฯ ในวันก่อนหน้า ข้อมูลระบุว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 165,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดจาก 4.2% มาอยู่ที่ 4.1% ตัวเลขที่แข็งแกร่งกว่าคาดทำให้ตลาดประเมินว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ และเพิ่มแรงกดดันต่อบิตคอยน์ระหว่างพยายามทรงตัว
49
รายงานระบุว่าค่าเฉลี่ยคาดการณ์การจ้างงานอยู่ที่ราว 65,000 ตำแหน่ง แม้แต่ละสำนักจะมีตัวเลขคาดการณ์แตกต่างกัน
50
57 ดังนั้น ข้อมูลจ้างงานจึงเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมในวันศุกร์ ไม่ใช่สาเหตุเริ่มต้นของการเทขายหุ้นเทคโนโลยีในวันพฤหัสบดี
แฮ็ก Binance และความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์เป็นฉากหลัง
ก่อนหน้าการร่วงครั้งนี้ ตลาดยังรับมือกับข่าวการแฮ็ก Binance เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งมีรายงานมูลค่าความเสียหายราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ Binance ระงับธุรกรรมระหว่างตรวจสอบเหตุการณ์ และหลังกลับมาเปิดให้บริการ ลูกค้าก็ถอนสินทรัพย์ออกไปจำนวนมาก
1
2
5 เหตุการณ์นี้เพิ่มความกังวลในตลาดคริปโต แต่รายงานที่มีระบุว่าการเทขายหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนโดยตรงของการร่วงในวันพฤหัสบดี
20
48
นักลงทุนยังจับตาความไม่แน่นอนของ CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เสนอกรอบโครงสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐฯ รายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจในสภาคองเกรสอาจทำให้การผลักดันร่างกฎหมายยากขึ้น เพิ่มความกังวลด้านนโยบายเข้ามาซ้อนกับแรงกดดันจากตลาดและเงินทุนที่ไหลออก
33
54
ภาพรวมจึงเป็นแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งหุ้นเทคโนโลยีที่ถูกเทขาย การปิดสถานะเลเวอเรจ เงินไหลออกจาก ETF และรายงานจ้างงานที่แข็งแกร่งซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องดอกเบี้ยในวันศุกร์ การกลับมาใกล้ 76,000 ดอลลาร์ช่วยให้ตลาดหายใจได้บ้าง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ซื้อกลับมาคุมทิศทางแล้ว