บิตคอยน์ร่วงลงแตะ 79,220 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมา แรงกดดันเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเป็นประเด็น พร้อมกับเงินไหลออกจากกองทุนและแรงขายจากสถานะที่ใช้เลเวอเรจ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีไม่ได้ระบุว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งทำให้ราคาลดลงมากน้อยเพียงใด
34
แรงกดดัน 3 ด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
1. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน
รายงานเชื่อมโยงการปรับลงของบิตคอยน์กับถ้อยแถลงข่มขู่เกี่ยวกับอิหร่านที่กลับมาเป็นข่าว และการอพยพเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง
34 ขณะเดียวกัน ข่าวตลาดน้ำมันระบุว่าความกังวลเรื่องความเป็นไปได้ของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงความเสี่ยงต่ออุปทานในภูมิภาค เกิดขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปิดที่ 116.72 ดอลลาร์
11
31
น้ำมันแพงขึ้นอาจทำให้ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง นี่เป็นกลไกที่เป็นไปได้ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าข่าวภูมิรัฐศาสตร์หรือราคาน้ำมันเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้บิตคอยน์ร่วง
2. เงินไหลออกจาก Bitcoin ETF สะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนลง
กองทุน Bitcoin ETF แบบ Spot ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 635.6 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นับเป็นยอดไหลออกในวันเดียวมากที่สุดตั้งแต่ 25 มิถุนายน และทำให้ช่วงเงินไหลเข้า 3 วันติดต่อกันสิ้นสุดลง ตามรายงานที่อ้างข้อมูลจาก SoSoValue
30
วันที่ของข้อมูลมีความสำคัญ: ตัวเลข 635.6 ล้านดอลลาร์เป็นยอดของวันพฤหัสบดี ไม่ใช่การซื้อขายในวันเสาร์ที่บิตคอยน์ร่วง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อผ่านกองทุนเหล่านี้อ่อนลงก่อนเกิดแรงขายช่วงสุดสัปดาห์ อีกหนึ่งรายงานระบุว่ามีเงินไหลออกเพิ่มเติม 137.9 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 23 ตุลาคม
6
3. การล้างสถานะเลเวอเรจอาจเร่งแรงขาย
รายงานหนึ่งระบุว่ามีสถานะคริปโตที่ใช้เลเวอเรจมูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์ถูกล้างภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่บิตคอยน์ร่วงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์
2 การล้างสถานะเกิดขึ้นเมื่อแพลตฟอร์มปิดสถานะที่ใช้เงินกู้โดยอัตโนมัติ หลังหลักประกันไม่เพียงพอรองรับผลขาดทุน ไม่ใช่การตัดสินใจขายโดยสมัครใจของผู้ถือสถานะ
32
เมื่อราคาลดลง การปิดสถานะที่ถูกบังคับอาจเพิ่มแรงขาย และแรงขายที่เพิ่มขึ้นก็อาจกดราคาให้ต่ำลงอีก เป็นวงจรที่ทำให้ความผันผวนขยายตัวได้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขการล้างสถานะแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและช่วงเวลาที่นับ จึงไม่ควรมองยอดใดยอดหนึ่งว่าเป็นตัวเลขชี้ขาดของเหตุการณ์ทั้งหมด
32
การหลุด 80,000 ดอลลาร์หมายความว่าอย่างไร
รายงานหนึ่งประเมินว่าต้นทุนเฉลี่ยของกองทุน Bitcoin ETF แบบ Spot ในสหรัฐฯ และคลังบิตคอยน์ของบริษัทที่ติดตามอยู่ อยู่ในช่วงประมาณ 80,000–81,500 ดอลลาร์
37 หากราคาต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ การถือครองบางส่วนก็อาจอยู่ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่ประเมินไว้ ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่น
แต่ต้นทุนเฉลี่ยไม่ได้ทำให้เจ้าของต้องขายหรือทำให้บริษัทถูกบังคับขายโดยอัตโนมัติ เพราะสถานะทางการเงิน เงื่อนไขหนี้ และสภาพคล่องของแต่ละรายไม่เหมือนกัน ส่วนระดับ 77,600 ดอลลาร์ที่บางฝ่ายเรียกว่า “True Market Mean” ก็ยังไม่มีหลักฐานในรายงานที่มีเพียงพอให้ยืนยันว่าเป็นแนวรับที่เชื่อถือได้ ควรมองเป็นเพียงค่าประเมินตลาด ไม่ใช่ระดับราคาที่รับประกันว่าจะหยุดการปรับลง
แรงอ่อนตัวไม่ได้มีเฉพาะบิตคอยน์
รายงานหนึ่งระบุว่า Ether ซื้อขายแถว 2,298 ดอลลาร์ ลดลง 4.38% ในรอบ 24 ชั่วโมง เทียบกับบิตคอยน์ที่ลดลง 2.41% ในช่วงเดียวกัน
44 ตัวเลขนี้ชี้ว่า Ether ปรับลงแรงกว่าในช่วงเวลาที่รายงาน แต่ไม่ได้บอกขนาดความเสียหายของ Solana, Zcash หรือตลาดคริปโตทั้งหมด
กระแสเงินของกองทุน Ether ETF ก็ยังไม่สม่ำเสมอ รายงานเดียวกันระบุว่ามีเงินไหลออก 110.5 ล้านดอลลาร์เมื่อ 22 ตุลาคม ก่อนมีเงินไหลเข้าเพียง 4.35 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 23 ตุลาคม
44 เงินไหลเข้าในวันเดียวจึงยังไม่เพียงพอจะยืนยันว่าอุปสงค์ฟื้นตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ข้อมูล Deribit ที่อีกรายงานอ้างถึงระบุว่าออปชัน ETH จำนวน 322,586 ETH จะครบกำหนดในวันที่ 30 ตุลาคม คิดเป็น 21.1% ของสถานะคงค้างทั้งหมด
46 การหมดอายุของสัญญาขนาดนี้อาจมีผลต่อการวางสถานะในตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมี Ether จำนวนเท่ากันถูกขายออกมา
สิ่งที่ควรติดตามต่อ
คำถามสำคัญในระยะใกล้คือแรงซื้อจะกลับมาหรือไม่ และแรงขายจะคลี่คลายเพียงใด มากกว่าจะพยายามยกข่าวใดข่าวหนึ่งมาอธิบายการเคลื่อนไหวทั้งหมด รายงานระบุว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันที่ 27–28 ตุลาคมเป็นหนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตา
1
36
ทิศทางเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน กระแสเงินเข้าออกกองทุน และการล้างสถานะเพิ่มเติม ล้วนมีโอกาสส่งผลต่อความเชื่อมั่น แต่ข้อมูลที่มีไม่เพียงพอสำหรับการคาดการณ์ราคาอย่างแม่นยำ หรือการรับรองว่าระดับใดจะเป็นแนวรับแน่นอน