Bitcoin ร่วงลง 26% จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 59,110 ดอลลาร์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2026 ลบล้าง "Trump Rally" หลังการเลือกตั้งทั้งหมด ท่ามกลางการไหลออกของเงินทุนสถาบันจาก ETF และวิกฤตศรัทธาจากการขาย Bitcoin... กองทุน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ดูดเงินไหลออกมหาศาล 4.4 พันล้านดอลลาร์ใน 13 วัน เป็นสถิติการไหลออกต่อเนื...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Bitcoin's crash below $60,000 in early June 2026 unfold, what role did Michael Saylor's Strategy stock sale and AI stock rotation pl. Article summary: Bitcoin's crash below $60,000 in early June 2026 was driven by a convergence of four forces: a massive institutional ETF exodus, a symbolic but psychologically damaging first-ever Bitcoin sale by Michael Saylor's Strateg. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Michael Saylor Calls Bitcoin’s Drop a ‘Capital Rotation’ to AI as BTC Slides Below $62,000. Michael Saylor argued on X that the bitcoin selloff reflects a broader capital rotatio" source context "Michael Saylor Says Bitcoin Drop A 'Capital Rotation' To AI" Reference image 2: visual subject "The June 2026 crypto
การร่วงลงของ Bitcoin ทะลุแนวรับระดับจิตวิทยาที่ 60,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากการปะทะกันของ 4 พลังกดดันที่ถาโถมเข้ามาในตลาดภายในกรอบเวลาเดียวกันเพียง 72 ชั่วโมง แรงเทขายครั้งนี้ลบล้างกำไรทั้งหมดจากช่วงขาขึ้นหลังการเลือกตั้ง นับเป็นครั้งแรกที่ Bitcoin ร่วงลงต่ำถึงระดับนี้นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024
ภายในวันที่ 7 มิถุนายน ราคาได้แตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 59,110 ดอลลาร์ คิดเป็นการลดลงประมาณ 26% จากระดับราว 82,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
แรงเทขายเร่งตัวขึ้นในช่วงวันสุดท้ายของเดือนพฤษภาคม แต่ปัจจัยเร่งให้เกิดการตกลงครั้งนี้ได้ปะทุขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยเริ่มจาก Strategy เริ่มขาย Bitcoin อย่างเงียบๆ ในวันที่ 26 พฤษภาคม ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน มีการเปิดเผยข้อมูลการขายสู่สาธารณะ วันที่ 3 มิถุนายน คลื่นการบังคับขาย (Liquidation) จากตลาดฟิวเจอร์สก็ถล่มระบบ และภายในวันที่ 5-7 มิถุนายน Bitcoin ก็ทะลุแนวรับสำคัญลงมาต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์, 65,000 ดอลลาร์ และสุดท้ายคือ 60,000 ดอลลาร์
เฉพาะในวันที่ 3 มิถุนายนเพียงวันเดียว มีการบันทึกการบังคับขายในตลาดคริปโตรวมมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขการล้างพอร์ตที่มากที่สุดในปีเดียว ส่งผลให้สถานะที่ใช้เลเวอเรจสูงเกินไปถูกบังคับปิดลงอย่างเป็นระบบ คลื่นการบังคับขายนี้เป็นไปตามรูปแบบที่เห็นเป็นปกติในโลกคริปโต นั่นคือ เมื่อราคาตกลงจนแตะจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) คำสั่งขายอัตโนมัติจะทำงาน ทำให้ราคายิ่งร่วงลงไปอีก และไปกระตุ้นให้เกิดการตัดขาดทุนรอบใหม่ต่อเนื่องกันไป แต่เบื้องหลังวิกฤตเลเวอเรจนี้คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่า
ในวันที่ 1 มิถุนายน Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy) ได้เปิดเผยในเอกสารยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ในแบบฟอร์ม 8-K ว่าบริษัทได้ขาย 32 Bitcoin มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 26-31 พฤษภาคม ในราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์ต่อเหรียญ เงินที่ได้จากการขายถูกนำไปใช้ในการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ (STRC Perpetual Preferred Stock) ของบริษัท
มูลค่าเงินดอลลาร์ของการขายครั้งนี้แทบไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับขนาดพอร์ต คิดเป็นเพียงประมาณ 0.004% ของพอร์ต Bitcoin ที่ Strategy ถือครองอยู่ทั้งหมด 843,706 BTC แต่สิ่งที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงคือ "สัญลักษณ์" ที่เกิดขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Michael Saylor ประธานกรรมการบริหาร ได้สร้างภาพลักษณ์สาธารณะของเขาทั้งหมดบนกฎเหล็กข้อเดียวคือ Strategy ไม่มีวันขาย Bitcoin การขายครั้งนี้จึงนับเป็นการขาย Bitcoin ครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่ปี 2022 และเป็นครั้งแรกภายใต้กลยุทธ์บริหารเงินคงคลังองค์กรที่ Saylor เป็นผู้บุกเบิกและประกาศกร้าวมาตลอด
ปฏิกิริยาของตลาดต่อข่าวนี้รุนแรงและฉับพลัน ราคาหุ้นของ Strategy (MSTR) ร่วงลง 4.5% ในวันที่เปิดเผยข้อมูล และในที่สุดก็ดิ่งลงกว่า 9% ภายในวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวโน้มขาลงรายเดือนที่ร่วงไปแล้วถึง 23% ส่วนราคา Bitcoin เองก็ไถลกลับลงไปต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือน
มีข่าวลือในตลาดว่า Strategy กำลังขาย Bitcoin ในปริมาณที่มากกว่านี้มาก ยิ่งซ้ำเติมความตื่นตระหนก นักลงทุนต่างตั้งคำถามที่เมื่อก่อนฟังดูเป็นเพียงสมมติฐานว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้ซื้อ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกองค์กร กลายมาเป็นผู้ขาย?
ในขณะที่การขายของ Saylor เป็นแรงกระแทกทางจิตวิทยา แรงขับเคลื่อนทางการเงินหลักที่แท้จริงมาจากการถอนตัวของเงินทุนสถาบันจาก Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ โดยกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลออกสุทธิรวม 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเนื่องกัน 13 วัน นับถึงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งยาวนานและรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยบางแหล่งข่าวประเมินว่าเงินที่ไหลออกในช่วง 10 วันทำการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2.97 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การไหลออกของเงินทุนในครั้งนี้ไม่ใช่ความตื่นตระหนกของนักลงทุนรายย่อย แต่ได้รับการระบุจากหลายแหล่งข่าวว่าเป็นการโยกย้ายเงินทุนครั้งใหญ่ (Capital Rotation) จากคริปโตไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเป็นเรื่องราวหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในขณะนั้น แม้แต่ Michael Saylor เองยังชี้ว่าเม็ดเงินมหาศาลถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ไหลเข้าสู่ภาค AI คือปัจจัยสำคัญที่ดูดซับเงินทุนออกจากตลาดคริปโต
ในขณะที่หุ้น AI สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นจากผลประกอบการและความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่ง ผู้จัดสรรเงินทุนจากสถาบัน (Institutional Allocators) ต่างก็ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในคริปโตอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้น AI นอกจากนี้ การแข่งขันจากทองคำและหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังเป็นอีกปัจจัยที่ดูดสภาพคล่องออกจากตลาดคริปโตอีกด้วย
กลไกนี้สร้างแรงกดดันด้านการขายอย่างต่อเนื่อง ที่ยังคงอยู่แม้ราคา Bitcoin จะร่วงลงแล้วก็ตาม บ่งชี้ว่าเป็น "การปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนของกองทุน" มากกว่าแค่การเทรดตามกลยุทธ์ระยะสั้น
การพังทลายของราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางเศรษฐกิจมหภาค ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตเริ่มสั่นคลอนพอดี จากการล่มสลายของการเจรจาหยุดยิงและการกลับมาโจมตีทางทหารอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดหมายได้กระตุ้นการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ก็ยังคงส่งสัญญาณแบบ Hawkish (สนับสนุนนโยบายการเงินตึงตัว) ทำให้ความหวังที่ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยถูกลดทอนลงไป
มีการวิเคราะห์โดยจัดลำดับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพังทลายในเดือนมิถุนายน โดยพบว่า การเร่งตัวของเงินทุนไหลออกจาก ETF คือชนวนหลัก (Primary Trigger) การถูกบังคับขายในตลาดอนุพันธ์คือตัวเร่งหลัก (Main Accelerant) ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของตลาดจากปัจจัยมหภาคคือฉากหลัง (Backdrop) การขาย Bitcoin ของ Strategy คือตัวกระตุ้นทางจิตวิทยา (Psychological Catalyst) และการหลุดแนวรับทางเทคนิคที่ 70,000 ดอลลาร์ คือเครื่องขยายผลกระทบจากการขายด้วยอัลกอริทึม (Amplifier)
ดัชนี Fear & Greed Index ทรุดลงแตะระดับ 8 จาก 100 (ความกลัวขั้นสูงสุด) ในวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดของรอบราคานี้ และในวันที่ 3 มิถุนายน ก็เคยแตะระดับ 9 มาแล้ว ซึ่งทั้งสองค่าบ่งชี้ถึงภาวะวิกฤตทางจิตใจของตลาด ไม่ใช่การเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรที่ดี
แต่เมื่อมองลึกลงไปในข้อมูลออนเชนจะพบว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง "การรีเซ็ตบางส่วน (Partial Reset)" มากกว่าจะเป็นการยอมจำนนแบบเต็มรูปแบบ (Full Capitulation) รายงาน Crypto Risk Memo ไตรมาส 2 ปี 2026 ได้ข้อสรุปว่าตัวชี้วัดออนเชนและพฤติกรรมนักลงทุนมีการปรับตัวดีขึ้นจากจุดวิกฤตก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่มักจะบ่งบอกถึงจุดต่ำสุดของวัฏจักรอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้ตลาดยังคงเปราะบางที่จะร่วงลงต่อได้อีก
ข้อมูลจาก Glassnode วาดภาพให้เห็นถึงแรงกดดันด้านการขายอย่างชัดเจน โดยดัชนี Spot Cumulative Volume Delta (CVD) ลดลงถึง 848.7% แสดงถึงการเปลี่ยนทิศอย่างรุนแรงไปสู่การขายสุทธิ ในขณะเดียวกัน ปริมาณการซื้อขาย (Spot Volume) กลับเพิ่มขึ้น 4.2% นี่เป็นการยืนยันถึงกิจกรรมการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นโดยมีแรงผลักดันจากการขาย ไม่ใช่การสะสม
สำหรับตลาดฟิวเจอร์ส สัญญา Open Interest ลดลง 2.9% สะท้อนถึงความระมัดระวังและลดความอยากใช้เลเวอเรจของตลาด ถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นถึง 136.6% ของ Long-Side Funding Payments จะบอกเป็นนัยว่ายังมีกลุ่มนักลงทุนหัวแข็งที่ยินดีจ่ายพรีเมี่ยมเพื่อถือครองสถานะ Long (คาดการณ์ราคาขึ้น) ต่อไป
ตัวชี้วัดอื่นๆ ที่ Santiment ติดตามไว้พบว่า วาฬ (Whale) หรือกลุ่มกระเป๋าเงินที่ถือครอง Bitcoin ระหว่าง 10 ถึง 10,000 BTC ได้เทขายเหรียญไป 24,602 เหรียญภายใน 7 วัน ในขณะที่นักเทรดรายย่อย (Micro Traders) สะสมเพียง 61 เหรียญในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาลงต่อไป และในวันที่ 2 มิถุนายน มีการย้าย Bitcoin จำนวน 58,617 BTC เข้าสู่ Exchange ซึ่งเป็นปริมาณการไหลเข้าในวันเดียวที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน ตอกย้ำเรื่องราวของการกระจายเหรียญเพื่อขาย
ก่อนหน้านี้ สัญญาณเตือนทางเทคนิคก็เริ่มส่งสัญญาณมาแล้ว โดย Mayer Multiple Z-Score ซึ่งเป็นค่าที่ใช้เปรียบเทียบราคา Bitcoin กับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ได้ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ -1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และโดยทั่วไปแล้วจะสอดคล้องกับจุดต่ำสุดของวัฏจักรราคา ที่มูลค่าของสินทรัพย์ถูกลงมาก
ตลาดคาดการณ์สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่น้อยนิดอย่างมากต่อการฟื้นตัวในระยะใกล้นี้ โดยในวันที่ 7 มิถุนายน ความน่าจะเป็นที่ราคา Bitcoin จะดีดตัวขึ้นไปยืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์ ภายในวันที่ 9 มิถุนายน มีเพียง ~1% เท่านั้น ข้อมูลจาก Polymarket แสดงให้เห็นถึงการทุ่มเดิมพันข้าง "ไม่" อย่างหนักแน่นในการเดิมพันการฟื้นตัวระยะสั้น ขณะที่ตลาดอื่นที่ให้เดิมพันระดับราคา 65,000 ดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่น 69% ว่าราคามีโอกาสจะลงไปถึงจุดนั้น
โมเดลพยากรณ์ราคาต่างๆ แม้จะให้ตัวเลขที่หลากหลาย แต่ทั้งหมดมาพร้อมกับมุมมองเชิงลบ (Bearish) ต่อตลาด โดย Changelly คาดการณ์ว่าราคาอาจฟื้นตัวไปที่ประมาณ 76,821 ดอลลาร์ ภายในวันที่ 11 มิถุนายน ขณะที่ CoinCodex ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 81,961 ดอลลาร์ภายในวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งทั้งสองกรณีอาจหมายถึงผลตอบแทนราว 20-32% จากระดับปัจจุบัน แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายใต้กรอบของการประเมินมุมมองตลาดว่า "เป็นขาลง"
ส่วนกรอบการคาดการณ์ที่กว้างขึ้นจาก DailyFX ประเมินว่า Bitcoin จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 58,000 ถึง 84,000 ดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน
ความแตกต่างระหว่างเป้าหมายราคาจากแบบจำลองอัลกอริทึม กับข้อมูลความเชื่อมั่นของตลาดแบบเรียลไทม์ เน้นย้ำให้เห็นถึงความตึงเครียดที่สำคัญ แบบจำลองที่สร้างจากรูปแบบทางประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่าราคาจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion) ในขณะที่ข้อมูลในปัจจุบันเกี่ยวกับสถานะการถือครองและกระแสเงินทุน กลับแสดงให้เห็นถึงการถอนตัวอย่างต่อเนื่องของสถาบัน
ท่ามกลางวิกฤตศรัทธา เกิดเหตุการณ์ที่ชวนให้ฉุกคิด เมื่อ Strategy ได้เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,550 BTC มูลค่าราว 101 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 8 มิถุนายน ส่งผลให้ยอดการถือครอง Bitcoin ทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 845,256 BTC และมีเงินสำรองในสกุล USD สูงถึง 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทว่าคำถามสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ การซื้อครั้งนี้จะช่วยกอบกู้เรื่องเล่า (Narrative) ที่พังทลายไปแล้ว หรือกลับยิ่งเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความย้อนแย้งในกลยุทธ์ของบริษัทกันแน่ และนี่อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในก้าวต่อไป
ฉันทามติหลักของตลาดในขณะนี้คือ การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องอาศัยการรักษาระดับราคาให้อยู่เหนือ 60,000 ดอลลาร์ให้ได้ และเห็นการไหลกลับของเงินทุนสถาบัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมิถุนายน
ความเสี่ยงสำคัญที่ยังรออยู่ข้างหน้า คือ การไถ่ถอนจากกองทุน ETF ที่อาจเกิดขึ้นอีก สัญญาณใดๆ ก็ตามที่บ่งชี้ว่า Strategy อาจต้องขาย Bitcoin เพิ่มเพื่อมาจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ และแรงกระแทกทางเศรษฐกิจมหภาค ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือการเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ออกไป
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Bitcoin ร่วงลง 26% จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 59,110 ดอลลาร์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2026 ลบล้าง "Trump Rally" หลังการเลือกตั้งทั้งหมด ท่ามกลางการไหลออกของเงินทุนสถาบันจาก ETF และวิกฤตศรัทธาจากการขาย Bitcoin...
Bitcoin ร่วงลง 26% จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 59,110 ดอลลาร์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2026 ลบล้าง "Trump Rally" หลังการเลือกตั้งทั้งหมด ท่ามกลางการไหลออกของเงินทุนสถาบันจาก ETF และวิกฤตศรัทธาจากการขาย Bitcoin... กองทุน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ดูดเงินไหลออกมหาศาล 4.4 พันล้านดอลลาร์ใน 13 วัน เป็นสถิติการไหลออกต่อเนื่องยาวนานที่สุด ขณะที่ Strategy ของ Michael Saylor ขาย Bitcoin เพียง 32 BTC มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่เล...
ดัชนี Fear & Greed ทรุดลงแตะ 8 (ความกลัวขั้นสูงสุด) และตลาดคาดการณ์ให้โอกาสเพียง 1% ที่ราคาจะดีดกลับเหนือ 70,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น ข้อมูลออนเชนชี้ถึงการ "รีเซ็ตบางส่วน" มากกว่าการยอมจำนนเต็มรูปแบบ ทำให้ตลาดยังคง...