โดยปกติแล้ว เครื่องมือสแกนช่องโหว่จะตรวจจับปัญหาที่รู้จักอยู่แล้วหรือรูปแบบข้อผิดพลาดในโค้ด แต่ Anthropic ระบุว่า Mythos สามารถ วิเคราะห์ระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนและค้นพบช่องโหว่ใหม่ที่ไม่เคยถูกระบุมาก่อน ได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างที่นักวิจัยกล่าวถึง ได้แก่
แม้โมเดลนี้จะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการแฮ็กโดยตรง แต่ความสามารถในการเขียนโค้ดและวิเคราะห์ระบบขนาดใหญ่ทำให้มันเก่งเป็นพิเศษในการระบุช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้โจมตีได้
Anthropic ระบุว่าช่องโหว่กว่า 99% ที่โมเดลค้นพบยังไม่ได้รับการแพตช์ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทเลือกจำกัดการเข้าถึง
การประกาศครั้งนี้ทำให้เกิดการประสานงานอย่างรวดเร็วระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน
รายงานระบุว่าในวันเดียวกับการเปิดตัว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent และประธานธนาคารกลางสหรัฐ Jerome Powell ได้จัดการประชุมลับกับซีอีโอของธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อหารือถึงความเสี่ยงไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นจาก AI ตัวนี้
ธนาคารหลายแห่งตอบสนองด้วยการเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น
ขณะเดียวกัน Anthropic ยังเปิดตัวโครงการ Project Glasswing เพื่อให้บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรด้านความปลอดภัยบางแห่งใช้โมเดลนี้ช่วยค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ในซอฟต์แวร์สำคัญของโลก
แม้การเปิดตัว Mythos จะทำให้เกิดความกังวลในช่วงแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์จำนวนไม่น้อยมองว่า ภัยคุกคามอาจไม่ได้เปลี่ยนเกมทันที
ภายในเดือนพฤษภาคม 2026 นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่าความกลัวเรื่อง “AI แฮ็กระบบได้ทุกอย่าง” อาจถูกขยายเกินจริง
เหตุผลหลักมีหลายข้อ
ผู้วิจัยชี้ว่าโมเดล AI รุ่นก่อน รวมถึงบางระบบโอเพ่นซอร์ส ก็สามารถช่วยค้นหาช่องโหว่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น Mythos อาจเป็นเพียง การเร่งความเร็วของแนวโน้มเดิม มากกว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
การโจมตีไซเบอร์จริงมีหลายขั้นตอน เช่น
กระบวนการเหล่านี้ยังต้องใช้ทักษะและการดำเนินงานจริงจำนวนมาก ดังนั้นการค้นพบช่องโหว่เร็วขึ้นไม่ได้แปลว่าจะเกิดการโจมตีขนาดใหญ่ทันที
เทคโนโลยีเดียวกันสามารถช่วยทีมความปลอดภัยค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ได้เร็วขึ้นเช่นกัน นักวิเคราะห์บางคนจึงมองว่ามันเพียงแค่ เพิ่มความเร็วของการแข่งขันระหว่างผู้โจมตีกับผู้ป้องกัน มากกว่าจะทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอย่างเด็ดขาด
แม้ Mythos จะมีความสามารถสูง แต่ปัจจัยหลายอย่างยังจำกัดผลกระทบในโลกจริง
การเข้าถึงจำกัด – โมเดลยังไม่ได้เปิดให้สาธารณะ และถูกจำกัดไว้เฉพาะองค์กรที่ได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด
ต้นทุนคอมพิวต์สูง – โมเดล AI ระดับแนวหน้าใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ทำให้การใช้งานแพร่หลายยังเกิดขึ้นได้ช้ากว่าเครื่องมือแฮ็กทั่วไป
ความสามารถอาจแพร่กระจายในอนาคต – นักวิเคราะห์มองว่าการจำกัดการเข้าถึงอาจให้เวลาเพียงช่วงสั้น ๆ เพราะโมเดลโอเพ่นซอร์สและระบบรุ่นเก่ากำลังพัฒนาเร็วและอาจตามทันในที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการวิเคราะห์ซอฟต์แวร์และค้นหาช่องโหว่
แต่สิ่งที่ยังถกเถียงคือ มันจะเปลี่ยนสมดุลของสงครามไซเบอร์จริงหรือไม่
บางฝ่ายเตือนว่า AI ระดับแนวหน้าอาจลดเวลาระหว่างการค้นพบช่องโหว่กับการโจมตีจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบเก่าจำนวนมาก เช่น ธนาคารหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ขณะที่ฝ่ายที่ระมัดระวังกว่าเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้เพียงเพิ่มความเร็วและขนาดของการค้นหาช่องโหว่ แต่ โครงสร้างพื้นฐานของการโจมตีไซเบอร์ยังคงเหมือนเดิม
เหตุการณ์ Mythos จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญว่า โลกควรจัดการกับ AI ที่มีศักยภาพสูงอย่างไร — ไม่ใช่แค่การป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่เป็นการ ควบคุมการเข้าถึงและใช้มันเพื่อเสริมการป้องกัน ในขณะที่เทคโนโลยียังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว
Comments
0 comments