คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ NOAA ประเมินว่ามีโอกาส 82% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวช่วงกลางปี 2026 และ 96% ที่จะดำเนินต่อถึงฤดูหนาว 2026–27 ซึ่งมักทำให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนและกระทบผลผลิตเกษตร [32][33] สภาพอากาศร้อนและแห้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาตอนใต้ และพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ อาจกระทบพืชอย่างกาแฟ โกโก้ น้ำตาล และข้าว ขณะที่ราคาปุ๋ยและพลังงานสูงขึ้นเพิ่มต้นทุนการผลิต [21][53] ภูมิภาคที่ครัวเรือนใช้รายได้กับอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดหากราคาอาหารในตลาดโลกปรับขึ้น How could the expected El Niño in 2026–27 affect global food prices and agricultural supply, considering NOAA’s high probability forecast of El Niño shifts global rainfall patterns, which can disrupt crop production and commodity markets worldwide. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How could the expected El Niño in 2026–27 affect global food prices and agricultural supply, considering NOAA’s high probability forecast of. Article summary: A likely 2026–27 El Niño raises the risk of higher global food inflation over the next 6–12 months, mainly by tightening supplies of weather-sensitive crops and lifting input costs at the same time. NOAA now says El Niño. Topic tags: general, general web, government, education, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "The El Niño-Southern Oscillation (ENSO) is a naturally recurring climate pattern in the tropical Pacific Ocean that has a global influence on temperature and precipitation patterns" source context "El Niño and Agriculture: Weather Shocks, Supply Risk and Market ..." Reference image 2: visua
openai.com ตลาดอาหารโลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วงความผันผวนรอบใหม่ นักพยากรณ์ภูมิอากาศคาดว่า เอลนีโญ (El Niño) มีแนวโน้มจะก่อตัวในปี 2026 และอาจยืดเยื้อถึงต้นปี 2027 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เคยทำให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงและกระทบผลผลิตทางการเกษตรหลายครั้งในอดีต
ในเวลาเดียวกัน ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นกำลังทำให้การเพาะปลูกมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หากปัจจัยทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน โลกอาจเผชิญสถานการณ์ที่ ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศ แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของแรงกดดันต่อราคาอาหารในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า
เอลนีโญมีแนวโน้มเกิดสูงในปี 2026–27
สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) ประเมินว่า มีโอกาส 82% ที่เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม 2026 และ 96% ที่จะคงอยู่จนถึงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือในปี 2026–27
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "เอลนีโญ 2026–27 อาจจุดชนวนราคาอาหารโลกระลอกใหม่" คืออะไร NOAA ประเมินว่ามีโอกาส 82% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวช่วงกลางปี 2026 และ 96% ที่จะดำเนินต่อถึงฤดูหนาว 2026–27 ซึ่งมักทำให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนและกระทบผลผลิตเกษตร [32][33]
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? NOAA ประเมินว่ามีโอกาส 82% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวช่วงกลางปี 2026 และ 96% ที่จะดำเนินต่อถึงฤดูหนาว 2026–27 ซึ่งมักทำให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนและกระทบผลผลิตเกษตร [32][33] สภาพอากาศร้อนและแห้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาตอนใต้ และพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ อาจกระทบพืชอย่างกาแฟ โกโก้ น้ำตาล และข้าว ขณะที่ราคาปุ๋ยและพลังงานสูงขึ้นเพิ่มต้นทุนการผลิต [21][53]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? ภูมิภาคที่ครัวเรือนใช้รายได้กับอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดหากราคาอาหารในตลาดโลกปรับขึ้น
เอลนีโญเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกที่อุ่นผิดปกติ ทำให้การไหลเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนและส่งผลต่อรูปแบบฝนทั่วโลก ผลกระทบที่มักเกิดขึ้น ได้แก่
ภาวะแห้งแล้งและอากาศร้อนในบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาตอนใต้
ฝนตกหนักผิดปกติในบางพื้นที่ของทวีปอเมริกา
ความผันผวนของผลผลิตเกษตรและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
เนื่องจากพืชเศรษฐกิจจำนวนมากพึ่งพาฤดูฝนตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ผลผลิตเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมอุปทานพืชผลจึงเปราะบาง ช่องทางแรกที่ส่งผลต่อราคาอาหารคือ ผลผลิตทางการเกษตรลดลงจากสภาพอากาศ
การคาดการณ์เกี่ยวกับเอลนีโญระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 พื้นที่อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเผชิญสภาพแห้งแล้งมากขึ้น และอาจขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ
ความแห้งแล้งและความร้อนสามารถลดผลผลิตได้ทั้งในพืชอาหารหลักและพืชส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะพืชที่ไวต่อสภาพอากาศ เช่น
กาแฟ
โกโก้
อ้อย (น้ำตาล)
ข้าว
ปาล์มน้ำมัน
พืชเหล่านี้ส่วนใหญ่ปลูกในเขตร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอลนีโญมักทำให้รูปแบบฝนเปลี่ยนไป หากสต็อกสินค้าในตลาดโลกมีจำกัดอยู่แล้ว การลดลงของผลผลิตเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ราคาปรับขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
นักวิเคราะห์ตลาดยังเตือนว่า สินค้าเกษตรประเภท “soft commodities” เช่น น้ำตาล โกโก้ และกาแฟ มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรโลกปรับสูงขึ้นในช่วงเดือนข้างหน้า
แรงกดดันอีกด้าน: พลังงานและปุ๋ย นอกจากความเสี่ยงจากสภาพอากาศแล้ว ภาคเกษตรยังเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานและการค้าสำคัญของโลก ทำให้ การขนส่งเชื้อเพลิงและปุ๋ยทั่วโลกถูกจำกัด และส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
ธนาคารโลกระบุว่า ราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2026 โดย ราคายูเรียเพิ่มขึ้นประมาณ 46% ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ซึ่งอาจกระทบการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้นส่งผลต่อตลาดอาหารหลายทาง เช่น
เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ย ทำให้ผลผลิตลดลง
เกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยกว่า
ต้นทุนการขนส่งและการแปรรูปอาหารเพิ่มขึ้น
เมื่อแรงกดดันด้านต้นทุนเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับปัญหาสภาพอากาศ ผลกระทบต่อราคาอาหารอาจยิ่งทวีความรุนแรง
จากไร่นาสู่ราคาบนชั้นวางสินค้า โดยปกติแล้ว ราคาอาหารไม่พุ่งขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านเป็นลำดับขั้น ได้แก่
การคาดการณ์เอลนีโญเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า
สภาพอากาศผิดปกติทำให้คาดการณ์ผลผลิตลดลง
ราคาปุ๋ยและพลังงานเพิ่มต้นทุนการผลิต
ประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารเผชิญต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น
ราคาขายปลีกอาหารปรับตัวสูงขึ้นในเดือนถัดมา
ธนาคารโลกระบุว่า แม้ราคาอาหารหลักทั่วโลกยังค่อนข้างทรงตัวในช่วงต้นปี 2026 แต่ ตัวชี้วัดล่วงหน้าหลายตัวกำลังส่งสัญญาณแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอาหารเพิ่มขึ้น จากปัญหาพลังงานและปุ๋ย
ภูมิภาคที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด ผลกระทบจากราคาอาหารที่สูงขึ้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ที่ครัวเรือนใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหาร
ตัวอย่างหนึ่งคือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ภาวะขาดสารอาหารในภูมิภาคนี้ลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 5.1% ของประชากร
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเข้าถึงอาหารยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โครงการอาหารโลก (WFP) ประเมินว่า ประมาณ 183 ล้านคนในภูมิภาคนี้ไม่สามารถซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอได้
ดังนั้น แม้ราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครัวเรือนรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญ
ความไม่แน่นอนที่ยังต้องจับตา แม้ความเป็นไปได้ของเอลนีโญจะเพิ่มขึ้น แต่ ความรุนแรงของปรากฏการณ์ยังไม่แน่นอน และแบบจำลองพยากรณ์ยังไม่ได้ชี้ชัดว่าจะอยู่ในระดับใด
ผลลัพธ์ต่อราคาอาหารโลกจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสามประการ ได้แก่
ความรุนแรงของภัยแล้งหรือคลื่นความร้อนในประเทศผู้ผลิตสำคัญ
ระยะเวลาที่ปัญหาพลังงานและปุ๋ยยังคงรบกวนตลาด
มาตรการของรัฐบาล เช่น การอุดหนุนปุ๋ย การจำกัดการส่งออก หรือการปล่อยสต็อกธัญพืช
หากเอลนีโญมีความรุนแรงไม่มากและอุปทานปุ๋ยกลับสู่ภาวะปกติ ผลกระทบต่อราคาอาหารอาจจำกัด แต่ถ้าปัจจัยทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน โลกอาจเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอาหารต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027
สรุป เอลนีโญในปี 2026–27 อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางสำหรับระบบอาหารโลก เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน และอุปทานสินค้าเกษตรที่ตึงตัวมาบรรจบกัน
แต่ละปัจจัยเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้ตลาดผันผวนได้อยู่แล้ว เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคทั่วโลกจะต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่กาแฟ ช็อกโกแลต ไปจนถึงน้ำตาลและน้ำมันพืช ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด ความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่าเอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงเพียงใด และระบบซัพพลายเชนอาหารของโลกจะรับมือกับแรงกระแทกครั้งนี้ได้ดีแค่ไหน
fao.org Agrifood policy highlights | April 2026