บริษัทน้ำมันไม่ได้ลงทุนในนิวเคลียร์ฟิวชันเพราะมีโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์พร้อมใช้งานแล้ว แต่กำลัง “ซื้อสิทธิ์ในการมีทางเลือก” สำหรับธุรกิจพลังงานในอนาคต—โดยเฉพาะไฟฟ้าที่จ่ายได้อย่างต่อเนื่องและปล่อยคาร์บอนต่ำ ในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
รูปแบบการลงทุนมีตั้งแต่การถือหุ้นส่วนน้อยในสตาร์ตอัป การร่วมมือด้านเทคนิค ไปจนถึงกรณีของ Eni ที่เซ็นข้อตกลงมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังไม่ได้ก่อสร้าง
29
47
บริษัทน้ำมันและก๊าซรายใดกำลังลงทุนบ้าง
ภาคพลังงานไม่ได้วางเดิมพันไว้กับเทคโนโลยีเพียงแบบเดียว แต่กำลังสนับสนุนหลายแนวทางที่มีโจทย์ทางวิศวกรรมแตกต่างกัน
- Eni เป็นทั้งผู้ลงทุนเชิงกลยุทธ์และพันธมิตรของ Commonwealth Fusion Systems (CFS) บริษัทที่พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์แบบโทคาแมคสนามแม่เหล็กเข้มสูง ซึ่งใช้หลักการกักพลาสมาด้วยสนามแม่เหล็ก นอกจากนี้ Eni ยังตกลงซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ARC ที่ CFS วางแผนสร้างในรัฐเวอร์จิเนียด้วย
29
49
- Equinor เพิ่มเงินลงทุนใน CFS ระหว่างการระดมทุนรอบ Series B มูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ โดยบริษัทระบุว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัทในขณะนั้น
42
- Chevron ลงทุนผ่าน Chevron Technology Ventures ใน Zap Energy ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยี Z-pinch ที่ใช้การไหลเฉือนเพื่อช่วยทำให้พลาสมามีเสถียรภาพและกักเก็บพลาสมา โดยไม่ต้องใช้ระบบแม่เหล็กภายนอกขนาดใหญ่แบบโทคาแมค ทั้งนี้ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุน
33
41
- Chevron ยังลงทุนใน TAE Technologies บริษัทฟิวชันจากแคลิฟอร์เนียที่พัฒนาแนวทางแตกต่างจากโทคาแมคของ CFS
36
- รายงานในอุตสาหกรรมยังระบุว่า Shell และ Cenovus เป็นผู้ลงทุนในเทคโนโลยีฟิวชันด้วย แต่ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นและจำนวนเงินลงทุนของทั้งสองบริษัทมีจำกัด
34
40
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะโทคาแมค, Z-pinch และแนวทางของ TAE ต่างมีความท้าทายด้านวิศวกรรม กำหนดการพัฒนา และเส้นทางสู่การทำตลาดไม่เหมือนกัน การลงทุนของบริษัทน้ำมันจึงมีลักษณะคล้ายพอร์ตทางเลือกของเทคโนโลยีระยะยาว มากกว่าจะเป็นฉันทามติว่าเครื่องปฏิกรณ์แบบใดแบบหนึ่งชนะแล้ว
เงินกำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมฟิวชันมากแค่ไหน
การประเมินหนึ่งของอุตสาหกรรมระบุว่า เงินลงทุนเอกชนทั่วโลกในพลังงานฟิวชันทำสถิติสูงสุดที่ 4.48 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 69% จากปีก่อนหน้า
11
ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากการสำรวจของ Fusion Industry Association และ Oak Ridge National Laboratory ในปี 2024 ระบุว่า บริษัทฟิวชันเอกชนที่ตรวจสอบแล้ว 43 แห่งได้รับเงินลงทุนรวม 6.2 พันล้านดอลลาร์ โดยการนำเสนอของการสำรวจดังกล่าวครอบคลุมหมวดเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน
32
ตัวเลขทั้งสองไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ เพราะนิยามแตกต่างกัน บางการประเมินอาจรวมเงินสนับสนุนจากภาครัฐ การระดมทุนรอบต่อเนื่อง หรือคำมั่นเชิงกลยุทธ์ ขณะที่บางแห่งนับเฉพาะเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทเอกชน ข้อสรุปที่ปลอดภัยคือ ฟิวชันได้ขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่มของวงการร่วมลงทุนมาเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีเงินทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์
CFS เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการกระจุกตัวของเงินทุน บริษัทประกาศระดมทุนเพิ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026 ทำให้เงินทุนสะสมที่ระดมได้ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ รายงานบางฉบับประเมินว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นราว 30% หรือประมาณหนึ่งในสามของเงินทุนเอกชนที่ลงทุนในบริษัทฟิวชันทั่วโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลที่ใช้
17
21
22
เหตุใด CFS จึงเป็นผู้นำด้านเงินทุน
CFS ดึงดูดเงินทุนได้มาก เพราะบริษัทไม่ได้เสนอเพียงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังวางลำดับขั้นสู่การทำธุรกิจที่นักลงทุนเข้าใจได้
เทคโนโลยีของบริษัทใช้แม่เหล็กตัวนำยวดยิ่งอุณหภูมิสูงเพื่อสร้างโทคาแมคขนาดกะทัดรัดและมีสนามแม่เหล็กเข้มสูง แนวคิดหลักคือ สนามแม่เหล็กที่แรงขึ้นอาจทำให้เครื่องฟิวชันมีขนาดเล็กลงและมีโอกาสเชิงพาณิชย์มากกว่าแนวคิดโทคาแมครุ่นก่อน ๆ แต่ในเวลานี้ยังเป็นข้อเสนอทางวิศวกรรม ไม่ใช่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่พิสูจน์แล้ว
CFS ยังวางเส้นทางพัฒนาไว้อย่างชัดเจน คือใช้ SPARC เพื่อพิสูจน์ฟิสิกส์และเก็บประสบการณ์ด้านวิศวกรรม ก่อนต่อยอดไปสู่ ARC ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟเข้าสู่โครงข่าย การมีเงินทุนก้อนใหญ่ พันธมิตรเชิงพาณิชย์ที่ระบุชื่อชัดเจน และพื้นที่ก่อสร้างในรัฐเวอร์จิเนีย ทำให้เรื่องราวทางธุรกิจของ CFS ดูเป็นรูปธรรมกว่าสตาร์ตอัปที่ยังอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ลบความเสี่ยงด้านวัสดุ ความพร้อมใช้งานของโรงไฟฟ้า การจัดการเชื้อเพลิง ใบอนุญาต ต้นทุน และกำหนดการก่อสร้าง
SPARC และ ARC มีเป้าหมายอะไร
SPARC ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองเดเวนส์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นโทคาแมคสำหรับการทดลอง จุดประสงค์คือสาธิตการผลิตพลังงานฟิวชันสุทธิจากเครื่องขนาดกะทัดรัดที่มีสนามแม่เหล็กเข้มสูง และตรวจสอบวิศวกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างโรงไฟฟ้าในระยะถัดไป
SPARC ไม่ใช่โรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สำหรับจ่ายไฟให้โครงข่าย CFS ระบุว่าโครงการนี้เป็นรากฐานของแผนการทำฟิวชันให้เป็นธุรกิจ ขณะที่รายงานในปี 2025 ระบุว่า สถานที่ดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จมากกว่า 65%
30
50
ARC คือโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เสนอให้สร้างในเชสเตอร์ฟิลด์เคาน์ตี รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้เมืองริชมอนด์ CFS ระบุว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีกำลังการผลิต 400 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าจ่ายไฟฟ้าจากฟิวชันเข้าสู่โครงข่ายในช่วงต้นทศวรรษ 2030
Google ตกลงซื้อไฟฟ้าจากโครงการ 200 เมกะวัตต์ ส่วน Eni เซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าอีกฉบับมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์
25
52
56
แต่สัญญาซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เป็นคำมั่นทางการค้าในอนาคต ไม่ใช่หลักฐานว่าปัจจุบันมีไฟฟ้าฟิวชันให้ใช้งานแล้ว ARC ยังต้องอาศัยความก้าวหน้าทางเทคนิคของ SPARC การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เงินทุน และการก่อสร้างให้สำเร็จ เทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้เดินเครื่องจริง
55
วิสัยทัศน์ของ Eni ต่อฟิวชันในยุโรป
Eni มองว่าฟิวชันอาจเป็นมากกว่าการถือครองโรงไฟฟ้า บริษัทระบุว่าต้องการช่วยนำโรงไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์มาสู่ยุโรปในช่วงต้นทศวรรษ 2040 หรือเร็วกว่านั้น โดยมี CFS เป็นผู้พัฒนาในแผนดังกล่าว ผู้บริหารระดับสูงของ Eni เปรียบฟิวชันว่าอาจกลายเป็น “โรงกลั่นแห่งต่อไป” ของบริษัท
1
กรอบคิดนี้สะท้อนธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไม่ได้พึ่งรายได้จากการขายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว Eni มองเห็นโอกาสในห่วงโซ่เชื้อเพลิงฟิวชัน เช่น การกู้คืน การทำให้บริสุทธิ์ และการนำทริเทียมกับดิวเทอเรียมกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบทบาทที่อาจเกิดขึ้นในงานเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทาน และการทำตลาดพลังงาน
1
เหตุใดบริษัทพลังงานจึงมองฟิวชันเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าฟิวชันจะแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในวันนี้ แต่สะท้อนการมองไปข้างหน้าว่า ความต้องการไฟฟ้าจากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไปสู่ไฟฟ้า และการลดการปล่อยคาร์บอน อาจสร้างตลาดขนาดใหญ่สำหรับแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความสม่ำเสมอและปล่อยคาร์บอนต่ำ
บริษัทพลังงานยังมีประสบการณ์ที่นำไปใช้กับธุรกิจนี้ได้ ทั้งการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การบริหารโครงการอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน และการขายผลผลิตผ่านสัญญาระยะยาว
สำหรับบริษัทน้ำมันและก๊าซ การถือหุ้นในสตาร์ตอัปด้วยเงินจำนวนไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจหลัก อาจช่วยให้เข้าถึงบุคลากร เทคโนโลยี ลูกค้าในอนาคต และห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจทั้งหมดในวันนี้ ส่วนบริษัทฟิวชันก็ได้ประโยชน์จากเงินทุน ความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม และผู้ซื้อไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้น
ข้อจำกัดสำคัญยังคงเดิม: ยังไม่มีการพิสูจน์ว่านิวเคลียร์ฟิวชันสามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ ข้อตกลงและการระดมทุนที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อโอกาสของเทคโนโลยี ไม่ใช่ความแน่นอนว่าจะประสบความสำเร็จ ฟิวชันยังเป็นการเดิมพันด้านอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องพิสูจน์ทั้งกำหนดการ ต้นทุน ความเป็นไปได้ทางเทคนิค และความสามารถในการเดินเครื่องจริงต่อไป