นักลงทุนทั่วโลกจึงมีแรงจูงใจในการย้ายเงินทุนเข้าสหรัฐเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้นและค่าเงินแข็งค่าขึ้น
ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นหลังจากตลาดเริ่มทบทวนเส้นทางนโยบายของ Fed เดิมทีนักลงทุนคาดว่าปี 2026 จะมีการลดดอกเบี้ยหลายครั้ง แต่เมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อจากพลังงานเพิ่มขึ้น ความคาดหวังนั้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว บางส่วนของตลาดเริ่มประเมินด้วยซ้ำว่า Fed อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อเร่งตัว
การเปลี่ยนมุมมองนี้เป็นหนึ่งในแรงผลักสำคัญของดอลลาร์ในปัจจุบัน
ดอลลาร์ไม่ได้แข็งค่าขึ้นเพียงเพราะดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังได้ประโยชน์จากสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของโลก
ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความผันผวนในตลาด นักลงทุนมักหันไปถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมักเป็นตัวเลือกหลัก นักกลยุทธ์ตลาดระบุว่าการแข็งค่าของดอลลาร์ช่วงล่าสุดส่วนหนึ่งมาจากแรงซื้อเพื่อความปลอดภัยในช่วงที่ตลาดโลกไม่แน่นอน
ความตึงเครียดเกี่ยวกับอิหร่านและความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ยิ่งทำให้ความต้องการสภาพคล่องในรูปดอลลาร์เพิ่มขึ้น
การเทขายพันธบัตรทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นเข้าใกล้ประมาณ 4.5% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบประมาณหนึ่งปี สะท้อนความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น
ในระยะยาว นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วจะค่อย ๆ สูงขึ้นตลอดปี 2026 ตัวอย่างเช่น การคาดการณ์หนึ่งมองว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอาจอยู่ราว 4.35% ภายในปลายปี 2026 หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและ Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด
ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้หมายถึง
ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นพร้อมกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินทั่วโลก
ยูโรและปอนด์: มักอ่อนค่าลงเมื่อช่องว่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐกับยุโรปหรืออังกฤษกว้างขึ้น หรือเมื่อความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น หากธนาคารกลางยุโรปหรืออังกฤษมีท่าทีผ่อนคลายกว่าของ Fed ค่าเงินดอลลาร์จะได้เปรียบ
เยนญี่ปุ่น: ค่าเงินเยนไวต่อการขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเป็นพิเศษ เพราะอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำมาก เมื่อช่องว่างดอกเบี้ยสหรัฐ–ญี่ปุ่นกว้างขึ้น คู่เงิน USD/JPY มักปรับตัวสูงขึ้น
ประเทศที่นำเข้าน้ำมัน: เศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมากอาจเผชิญแรงกดดันค่าเงินเมื่อราคาน้ำมันพุ่ง เพราะต้นทุนการนำเข้าเพิ่มและดุลการค้าแย่ลง
ตลาดหุ้นมักเผชิญแรงกดดันเมื่อทั้งผลตอบแทนพันธบัตรและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้อัตราคิดลดของกำไรในอนาคตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นลดลง ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่สูงขึ้นก็เพิ่มต้นทุนของธุรกิจและลดกำลังซื้อของผู้บริโภค
ความเคลื่อนไหวของตลาดล่าสุดสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายหลังจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง
กล่าวโดยสรุป แรงเดียวกับที่หนุนดอลลาร์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ทิศทางของดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปีขึ้นอยู่กับตัวแปรหลักสามอย่าง ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และนโยบายของ Fed
สถานการณ์ที่ดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่า
สถานการณ์ที่ดอลลาร์อาจอ่อนค่า
ในตอนนี้ การผสมกันของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูง และผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ดอลลาร์แข็งค่าในตลาดโลก
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเพียงแรงกระแทกชั่วคราวจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เงินเฟ้อสูงและภาวะการเงินตึงตัวมากขึ้น
Comments
0 comments