ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) - 30 กรกฎาคม 2026: คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Bank Rate) ที่ 3.75% เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยมติ 6-3 เสียง โดยกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) 3 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4% BoE เตือนอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยหากสงครามในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
สงครามในอิหร่านทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เงินเฟ้อ PCE ทั่วไปของสหรัฐฯ สูงถึง 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในปีก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษปัจจุบันอยู่ที่ 2.8% แต่ BoE คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% ในช่วงปลายปีนี้ และจะยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ไปจนถึงต้นปี 2028
| ตัวชี้วัด | สหรัฐฯ (Fed) | อังกฤษ (BoE) |
|---|---|---|
| อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบัน | 3.50%–3.75% | 3.75% |
| ผลการลงคะแนนล่าสุด | 9-3 (คงที่) | 6-3 (คงที่, 3 เสียงต้องการขึ้น) |
| เงินเฟ้อทั่วไป | 4.1% PCE (พ.ค.) | 2.8% CPI (ปัจจุบัน) |
| แนวโน้มเงินเฟ้อ | คาดว่าจะค่อยๆ ลดลง | พีคที่ ~3.2% ในช่วงครึ่งปีหลังของ 2026 |
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed): คณะกรรมการ FOMC เริ่มแตกแยกตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยมีฝ่ายเหยี่ยว (Hawkish) ที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และฝ่ายพิราบ (Dovish) ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนตลาดแรงงานมากขึ้น การประชุมเดือนกรกฎาคม 2026 ก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถึง 3 ทาง บางคนต้องการลด 0.50% บางคนไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง และบางคนต้องการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นความขัดแย้งในระดับที่ผิดปกติ โดยประธาน Fed อย่างเจอโรม พาวเวลล์ ประสบปัญหาในการจัดการ
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE): คณะกรรมการ MPC มีความแตกแยกอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2025-2026 คณะกรรมการลงมติ 5-4 เสียงให้ลดดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคม 2025, 7-2 เสียงให้คงดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2025, 5-4 เสียงให้ลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2025 และตอนนี้มีมติ 6-3 เสียงให้คงดอกเบี้ย โดยมีกรรมการ 3 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ย นี่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเหยี่ยวมีจำนวนมากขึ้นเมื่อผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงครามอิหร่านชัดเจนขึ้น
ธนาคารกลางทั้งสองแห่งอยู่ในสถานะ 'หยุดชั่วคราวแต่พร้อมคุมเข้ม' BoE มีความชัดเจนมากกว่า โดยผู้ว่าการแอนดรูว์ เบลีย์ ระบุว่าธนาคารพร้อมดำเนินการ หากภาวะช็อกจากราคาจากสงครามอิหร่านยังคงอยู่ ในขณะที่แถลงการณ์ของ Fed ส่งสัญญาณคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ลดลงแม้จะมีต้นทุนพลังงานสูง แต่การคัดค้านถึง 3 เสียงแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่มีนัยสำคัญ
การดำเนินการครั้งต่อไปน่าจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของสงครามอิหร่าน หากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอีก ทั้งสองแห่งก็พร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากความขัดแย้งคลี่คลายและเงินเฟ้อชะลอตัวลง ประตูสู่การลดดอกเบี้ยก็ยังคงเปิดอยู่ แต่เส้นทางนั้นถูกผลักออกไปอีก
ตลาดตราสารหนี้ กำลังตั้งราคาความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) และพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (Gilts) ซึ่งสอดคล้องกับท่าที Hawkish Hold ของธนาคารกลาง การลงมติของ MPC ที่ 3 คนต้องการขึ้นดอกเบี้ย สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดที่คาดว่าจะเป็น 7-2 ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะถึงนี้ (การจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงหาคม 2026) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของ Fed หากตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งแม้ดอกเบี้ยสูง จะเป็นการเสริมอาวุธให้ฝ่ายเหยี่ยวในการยืนหยัดหรือขึ้นดอกเบี้ย ในทางกลับกัน หากตลาดแรงงานอ่อนแอลงอย่างรุนแรง จะเป็นการหนุนฝ่ายพิราบให้ลดดอกเบี้ย ความขัดแย้งภายใน FOMC ทำให้รายงานการจ้างงานนี้สามารถพลิกสมดุลการลงมติในการประชุมครั้งหน้าได้
บทสรุป: สงครามอิหร่านทำให้ธนาคารกลางทั้งสองแห่งหยุดชะงัก ทั้งคู่จะไม่ลดดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้ และทั้งคู่ยังคงรักษาภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือในการขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานเร่งตัวขึ้นอีก ข้อมูลสำคัญชิ้นต่อไป—ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ—จะเป็นตัวกำหนดว่าการดำเนินการครั้งต่อไปของ Fed คือการคงดอกเบี้ยแบบ Hawkish Hold, การขึ้นดอกเบี้ย หรือการกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง