ราคาทองคำลดลงราว 16% จากจุดสูงสุดใกล้ $5,589 ในเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น [6][7] ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยช้าลง — สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อทองคำ [2] แม้ราคาจะปรับฐาน แต่หลายธนาคารใหญ่ย...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are rising U.S. interest rate expectations, a stronger dollar, higher inflation driven by elevated oil prices from the U.S.–Iran conflic. Article summary: Gold is being pulled in opposite directions, but right now the macro headwinds are winning. Higher U.S. rate expectations, firmer Treasury yields, and a stronger dollar are raising the opportunity cost of holding non-yie. Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Gold slips on inflation concerns as high oil prices and stronger dollar weigh. Gold prices edged lower on Wednesday as Middle East uncertainty and stronger-than-expected U.S. inf" source context "Gold slips on inflation concerns as high oil prices and stronger dollar weigh" Reference image 2: visual subject "# Will US-Iran Ten
หลังจากพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ใกล้ $5,589 ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 ราคาทองคำได้เข้าสู่ช่วงปรับฐานอย่างรวดเร็ว โดยลดลงประมาณ 16% จากจุดสูงสุด ถือเป็นหนึ่งในการย่อตัวที่เด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนแรงดึงระหว่างปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคหลายด้าน แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักทำให้นักลงทุนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่ในช่วงนี้ ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น กลับสร้างแรงกดดันต่อราคาทองมากกว่า
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น นักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasurys) มากขึ้น ทำให้การถือทองคำดูน่าสนใจน้อยลง
ในปี 2026 ตลาดเริ่มปรับมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) อาจคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และอาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
ผลลัพธ์คือ
ทั้งสองปัจจัยนี้เป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ราคาทองปรับตัวลงจากจุดสูงสุดต้นปี
ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐและอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
โดยปกติแล้ว เงินเฟ้อมักเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เพราะทองถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ แต่ในปี 2026 กลับเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นทำให้ตลาดเชื่อว่า เงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed มีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยสูงต่อไป
กลไกที่เกิดขึ้นจึงเป็นลักษณะนี้
กล่าวอีกแบบคือ เงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมัน กลับกลายเป็นปัจจัยลบต่อทองในระยะสั้น
แม้ราคาจะปรับตัวลง แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงช่วยพยุงความต้องการทองคำไว้บางส่วน
ทองคำถูกมองว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัย (safe‑haven asset) ในช่วงวิกฤต ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงช่วยป้องกันไม่ให้ราคาทองร่วงลึกกว่านี้ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากนโยบายการเงินและค่าเงิน
นักวิเคราะห์บางรายเรียกสถานการณ์นี้ว่า “Safe‑Haven Paradox” คือ แม้ความขัดแย้งจะเพิ่มความต้องการทอง แต่หากเหตุการณ์เดียวกันทำให้เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยต้องคงอยู่ในระดับสูง ก็อาจทำให้ราคาทองลดลงได้
การปรับตัวลงของราคาทองในปีนี้ค่อนข้างชัดเจน
การปรับฐานในระดับนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หลังจากตลาดปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยมหภาคเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
แม้จะมีการย่อตัว นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่าทองคำมีแนวโน้มบวกในระยะกลาง
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ความต้องการเชิงโครงสร้างที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากธนาคารกลางทั่วโลกที่เพิ่มการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
ตัวอย่างเช่น JPMorgan ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำปี 2026 ลงมาอยู่ที่ประมาณ $5,243 ต่อออนซ์ เนื่องจากความต้องการระยะสั้นอ่อนตัวลง แต่ยังคงมุมมองเชิงบวก โดยคาดว่าราคาอาจ เข้าใกล้ $6,000 ต่อออนซ์ภายในปลายปี 2026 เมื่อความต้องการกลับมาแข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ธนาคารและนักวิเคราะห์หลายแห่งมีมุมมองคล้ายกัน โดยมองว่าการปรับฐานครั้งนี้ เป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้นภายในแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว มากกว่าจะเป็นการกลับทิศของตลาดทองคำ
การลดลงของราคาทองในปี 2026 แสดงให้เห็นว่าตลาดทองคำตอบสนองต่อ นโยบายการเงินและค่าเงิน อย่างมาก
ในระยะสั้น ปัจจัยที่กดดันราคามากที่สุดคือ
อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอ Fed เปลี่ยนนโยบายไปสู่การลดดอกเบี้ย หรือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจพลิกกลับและช่วยให้ราคาทอง กลับมาเดินหน้าสู่ระดับ $6,000 ต่อออนซ์ ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าเป็นไปได้ภายในปี 2026
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาทองคำลดลงราว 16% จากจุดสูงสุดใกล้ $5,589 ในเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น [6][7]
ราคาทองคำลดลงราว 16% จากจุดสูงสุดใกล้ $5,589 ในเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น [6][7] ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยช้าลง — สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อทองคำ [2]
แม้ราคาจะปรับฐาน แต่หลายธนาคารใหญ่ยังคาดว่าความต้องการจากธนาคารกลางและนักลงทุนอาจผลักดันทองขึ้นใกล้ $6,000 ภายในปลายปี 2026 [9][21]