จุดที่ OpenAI กำลังโจมตีคือข้อได้เปรียบสำคัญของ Anthropic นั่นคือการเปลี่ยนสัดส่วนโทเคนที่ไม่สูงมากให้กลายเป็นสัดส่วนรายได้ที่สูงมาก
ดัชนี AI Gateway ของ Vercel ประจำเดือนกรกฎาคมระบุว่า Anthropic ครอง 61% ของการใช้จ่ายบน Gateway จากปริมาณโทเคน 32% ขณะที่โมเดลโอเพนเวตรับงานถึง 29% ของโทเคน แต่มีสัดส่วนการใช้จ่ายไม่ถึง 4% ข้อมูลอัปเดตอีกช่วงหนึ่งของ Vercel ระบุว่า Anthropic ครอง 65% ของการใช้จ่ายจากโทเคน 30% และมีราคาเฉลี่ยต่อโทเคนสูงกว่าห้องแล็บอื่น 4.4 เท่า
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการแข่งขันสองสนามที่ต่างกัน:
OpenAI สามารถขยับอันดับในสนามแรกด้วยการทำให้ Sol ราคาถูกและเข้าถึงง่ายขึ้น แต่การไล่ตาม Anthropic ในสนามรายได้จำเป็นต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่า Sol มีความเสถียรและน่าเชื่อถือพอสำหรับงานผลิตจริงที่มีมูลค่าสูง ไม่ใช่เพียงเหมาะกับการทดลองชั่วคราวหรืองานที่เน้นประหยัดต้นทุน
แม้ส่วนลดจะลดรายได้ต่อโทเคนของ OpenAI ในระยะสั้น แต่ก็ยังมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ เพราะช่วยให้ OpenAI ได้เห็นเวิร์กโหลดจริงของนักพัฒนามากขึ้น เปิดโอกาสให้ทีมพัฒนาเปลี่ยนผู้ให้บริการ และทำให้ Sol กลายเป็นโมเดลที่คุ้นเคยแทนการที่นักพัฒนาจะเลือก Claude เป็นค่าเริ่มต้น
การเปรียบเทียบ OpenAI กับ Anthropicยังไม่ครอบคลุมตลาดทั้งหมด ข้อมูลการใช้งานของ OpenRouter แสดงให้เห็นว่าโมเดลจากจีนกำลังครองสัดส่วนปริมาณโทเคนจำนวนมาก
ในสัปดาห์วันที่ 28 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคม โมเดลจีนประมวลผล 28.13 ล้านล้านโทเคน จากทั้งหมด 56.8 ล้านล้านโทเคนบน OpenRouter และโมเดลที่มีการใช้งานสูงสุด 10 อันดับแรก 9 อันดับเป็นโมเดลจีน ตามรายงานของ CGTN อีกการวิเคราะห์หนึ่งระบุว่าในข้อมูลการใช้งานรายเดือน Xiaomi MiMo‑V2.5 อยู่ที่ 32.8 ล้านล้านโทเคน และ DeepSeek V4 Flash อยู่ที่ 26.4 ล้านล้านโทเคน เทียบกับ GPT‑5.6 Luna ของ OpenAI ที่ 8.6 ล้านล้านโทเคน และ Claude Opus ที่ 4.8 ล้านล้านโทเคนในกลุ่มโมเดลปิด
ภาพรวมจึงมีลักษณะคล้ายตลาดสองปลาย แต่มีผู้เล่นหลักสามกลุ่ม:
ข้อมูลของ Vercelย้ำว่า “ชนะด้านปริมาณ” ไม่ได้แปลว่า “ชนะด้านรายได้” โมเดลโอเพนเวตคิดเป็น 29% ของโทเคนบน Gateway แต่มีสัดส่วนการใช้จ่ายไม่ถึง 4% โมเดลหนึ่งจึงอาจขึ้นอันดับต้น ๆ ด้านการใช้งาน ขณะที่ยังเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กกว่าโมเดลราคาแพงที่ถูกใช้กับงานสำคัญ
โปรโมชันนี้ยังสะท้อนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของชั้น Gateway หรือ Model Router ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูเดียวให้นักพัฒนาเข้าถึงและเปรียบเทียบโมเดลหลายค่าย OpenRouter ช่วยให้นักพัฒนาสลับโมเดลได้โดยไม่ต้องสร้างระบบเชื่อมต่อใหม่ทั้งหมด และมีรายงานว่ารองรับโมเดลหลายร้อยรายการพร้อมฐานนักพัฒนาประมาณ 8 ล้านคน
Bloomberg รายงานว่า Stripe บรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ OpenRouter มูลค่ามากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าว ขณะที่รายงานอื่นระบุว่าราคาสุดท้ายอาจเปลี่ยนแปลงได้ และธุรกรรมยังไม่ได้รับการยืนยันต่อสาธารณะจากทุกฝ่าย
หากดีลดังกล่าวเสร็จสิ้นตามรายงาน การเข้าซื้อจะยิ่งตอกย้ำคุณค่าของชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ระหว่างนักพัฒนากับผู้ให้บริการโมเดล เพราะการ Routing การเรียกเก็บเงิน การติดตามประสิทธิภาพ และการสลับผู้ให้บริการ ช่วยให้นักพัฒนาตัดสินใจจากราคา ความหน่วง คุณภาพ และความพร้อมใช้งาน แทนการผูกติดกับห้องแล็บใดห้องแล็บหนึ่ง
ความยืดหยุ่นนี้เพิ่มแรงกดดันต่อทั้ง OpenAI และ Anthropic และยังทำให้โปรโมชันชั่วคราวมีพลังมากขึ้น เพราะ Gateway สามารถนำโมเดลราคาพิเศษไปสู่แอปที่ใช้งานอยู่แล้ว โดยไม่บังคับให้นักพัฒนาต้องเขียนระบบใหม่
บททดสอบสำคัญที่สุดคือพฤติกรรมของผู้ใช้เมื่อโปรโมชัน Sol สิ้นสุดลง โดยมีความเป็นไปได้หลักสามแบบ:
แนวโน้มราคาโดยรวมก็ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง ดัชนีอย่างเป็นทางการของ Vercel ระบุว่าราคาเฉลี่ยที่จ่ายต่อโทเคนลดลง 13.6% เมื่อเทียบเป็นรายเดือนในเดือนกรกฎาคม พร้อมกับการบริโภคโทเคนและการใช้จ่ายที่ยังเติบโต การลดลงนี้สะท้อนการเปลี่ยนสัดส่วนของโมเดลและประเภทเวิร์กโหลด จึงยังไม่ควรตีความว่าโมเดลแนวหน้าทุกรายถูกลงอย่างถาวร
ส่วนลด Gateway ของ GPT-5.6 Sol ทำให้การทดลองใช้ OpenAI และการย้ายผู้ให้บริการมีต้นทุนต่ำลงอย่างมาก OpenAI จึงมีโอกาสเพิ่มทราฟฟิกการประเมิน สร้างความคุ้นเคยในหมู่นักพัฒนา และอาจขยายส่วนแบ่งงานผลิตจริงได้
แต่หลักฐานในตอนนี้ยังไม่แสดงว่า OpenAI แซงหน้า Anthropic ในจุดที่มีความสำคัญต่อรายได้ Anthropic ยังคงครองสัดส่วนการใช้จ่ายบน Gateway สูง ขณะที่โมเดลโอเพนเวตจากจีนครองตลาดด้านปริมาณโทเคนจำนวนมาก
ผลการแข่งขันจึงไม่ได้ตัดสินกันที่พาดหัว “ลด 50%” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า Sol จะรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือได้หรือไม่ รวมถึงผู้ใช้จะยังเลือกโมเดลนี้ต่อไปหรือไม่เมื่อราคากลับสู่ระดับปกติ