รายงานสืบสวนบางชิ้นยังเผยตัวอย่างการใช้งานในทางที่ผิด เช่น มีอินฟลูเอนเซอร์บางรายใช้แว่น Meta แอบถ่ายผู้หญิงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว ก่อนนำคลิปไปโพสต์บน TikTok หรือ Instagram แสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์สวมใส่ที่มีกล้องสามารถถูกใช้โดยไม่ให้ผู้ถูกถ่ายรู้ได้ง่ายเพียงใด
และความเสี่ยงไม่ได้จบแค่ตอนที่หยุดบันทึก เพราะหลังจากนั้นภาพและวิดีโอสามารถถูกอัปโหลด แชร์ออนไลน์ หรือแม้แต่ประมวลผลโดยระบบ AI ก่อนที่คนในภาพจะรู้ว่าตัวเองถูกถ่ายเสียอีก
กระแสถกเถียงยิ่งร้อนแรงขึ้นในปี 2026 หลังหนังสือพิมพ์สวีเดน Svenska Dagbladet และ Göteborgs‑Posten เผยรายงานสืบสวนเกี่ยวกับการใช้วิดีโอจากแว่นอัจฉริยะในการฝึกระบบ AI
รายงานระบุว่า ผู้รับจ้างที่ทำงานให้บริษัทคู่สัญญาของ Meta ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ได้ตรวจสอบวิดีโอที่ผู้ใช้แว่นบันทึกไว้เพื่อทำงานติดป้ายกำกับข้อมูล (data labeling) สำหรับการฝึก AI
พนักงานบางคนให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาเจอเนื้อหาที่อ่อนไหวมาก เช่น วิดีโอของคนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ห้องน้ำ หรือมีเพศสัมพันธ์
หลังรายงานดังกล่าวเผยแพร่ ก็เกิดการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลและการดำเนินคดีตามมา ในสหรัฐอเมริกามีการยื่น คดีแบบกลุ่ม (class‑action) กล่าวหาว่า Meta ไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าฟุตเทจจากผู้ใช้สามารถถูกตรวจสอบโดยผู้รับจ้างมนุษย์ในกระบวนการฝึก AI
นอกจากนี้ การปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัวของบริษัทก็ถูกจับตามอง รายงานในปี 2025 ระบุว่า ฟีเจอร์ AI บางอย่างในแว่นถูกเปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น และการใช้ผู้ช่วย Meta AI อาจทำให้เสียงสนทนาถูกเก็บไว้เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับวิธีที่อุปกรณ์สวมใส่รวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เพียงจากผู้ใช้ แต่รวมถึงคนที่อยู่รอบตัวด้วย
แม้จะมีข้อถกเถียง แว่นอัจฉริยะกลับกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
หลายบริษัทกำลังเตรียมอุปกรณ์ลักษณะเดียวกัน เช่น
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าอุปกรณ์ประเภทนี้อาจกลายเป็น แพลตฟอร์มคอมพิวติ้งยุคถัดไป ที่ผสานผู้ช่วย AI กล้อง และเทคโนโลยีเสริมภาพ (AR) เข้ากับแว่นตาที่ผู้คนสวมใส่ทุกวัน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหาจะยิ่งซับซ้อน หากแว่นที่มีกล้องกลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันแพร่หลาย
ปัจจุบันกฎเกี่ยวกับการถ่ายภาพในหลายสถานที่อาศัยสัญญาณที่มองเห็นได้ เช่น การยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่แว่นอัจฉริยะทำให้สัญญาณเหล่านั้นเลือนหาย เพราะอุปกรณ์บันทึกถูกสวมเหมือนแว่นธรรมดา
สิ่งนี้อาจสร้างความท้าทายในสถานที่ที่มีข้อจำกัดเรื่องการบันทึกภาพ เช่น
และแม้จะรู้ตัวว่าถูกถ่าย ความเสียหายก็อาจเกิดขึ้นแล้ว เพราะสื่อดิจิทัลสามารถถูกคัดลอก แชร์ออนไลน์ หรือประมวลผลด้วยอัลกอริทึมได้รวดเร็วก่อนที่ผู้ปรากฏในภาพจะมีโอกาสคัดค้าน
แว่นอัจฉริยะสัญญาว่าจะทำให้การใช้งานเทคโนโลยีเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผู้คนสามารถบันทึกช่วงเวลาต่าง ๆ เข้าถึงข้อมูล หรือสื่อสารได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การออกแบบเดียวกันนี้ก็ทำให้การบันทึกภาพเปลี่ยนจากการกระทำที่มองเห็นได้ชัด กลายเป็นสิ่งที่แทบมองไม่เห็น
นั่นคือเหตุผลที่อุปกรณ์สวมใส่ที่มีกล้องกำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีผู้บริโภคที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในปัจจุบัน และเมื่อคู่แข่งอย่าง Apple, Google และ Samsung เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของตนเอง คำถามสำคัญก็ยิ่งชัดขึ้นว่า
กฎความเป็นส่วนตัวควรทำงานอย่างไร เมื่อกล้องถูกสวมอยู่บนใบหน้าของผู้คนตลอดทั้งวัน?
Comments
0 comments